posttoday
ปรับสูตรความเจริญต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

ปรับสูตรความเจริญต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

17 กรกฎาคม 2557

“การกระจายอำนาจ” คือสูตรการบริหารและการปกครองที่เราได้ยินกันมาแล้วนับ 10 ปี แต่จนถึงบัดนี้ เรื่องดังกล่าวในอาเซียนก็ยังคงเป็นแค่ “สูตร”

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

“การกระจายอำนาจ” คือสูตรการบริหารและการปกครองที่เราได้ยินกันมาแล้วนับ 10 ปี แต่จนถึงบัดนี้ เรื่องดังกล่าวในอาเซียนก็ยังคงเป็นแค่ “สูตร”

เกณฑ์ที่ใช้ชี้วัดการกระจายอำนาจออกจากส่วนกลางสู่รัฐ หรือสู่ท้องถิ่น ตามแนวทางของธนาคารโลก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ตลอดจนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อาจประกอบด้วย การกระจายงบประมาณ การกระจายรายได้ การปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีอากร และการจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง แต่แค่การกระจายงบประมาณซึ่งเห็นได้ชัดก็ยังไม่เกิดขึ้น

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า เล่าภายหลังงานสัมมนา “ASEAN ในมุมมองที่เหนือกว่า AEC” จัดโดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า การกระจายงบประมาณไปยังท้องถิ่นของประเทศต่างๆ ในอาเซียนยังถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศนอกกลุ่ม

จากรายงานของธนาคารโลกและการวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน เมื่อปี 2548 ระบุว่า จีนมีสัดส่วนการกระจายงบประมาณไปยังท้องถิ่นสูงถึง 69% ขณะที่สูงที่สุดของอาเซียนคือเวียดนามแค่48% เท่านั้น

นอกจากนี้ ประเทศอื่นๆ ยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ ประกอบด้วยอินโดนีเซีย 32% ฟิลิปปินส์ 26% กัมพูชา 17% และต่ำที่สุดคือไทย เพียง 10%เท่านั้น

“นี่กลายเป็นเรื่องน่าแปลกว่าประเทศสังคมนิยมกลับให้ความสำคัญกับเรื่องการกระจายอำนาจและงบประมาณค่อนข้างมาก ในทางตรงกันข้าม ประเทศประชาธิปไตยกลับไม่ให้ความสำคัญ และยังคงเก็บอำนาจไว้กับกระทรวงหรือหน่วยงานส่วนกลาง”

พล.อ.เอกชัย ย้ำว่า หากมองเจาะไปถึงการกระจายงบประมาณด้านการศึกษาในไทย จะยิ่งเห็นภาพชัดขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ บางแห่งได้งบประมาณปีละหลักหมื่นล้านบาท ขณะที่มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดได้งบประมาณเพียงหลักร้อยล้านบาทเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่าต้องนำงบประมาณของมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด 30 แห่งมารวมกัน จึงได้งบประมาณของมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ 1 แห่ง

ทั้งนี้ หากยังปล่อยให้อาเซียนดำเนินนโยบายรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง ไม่กระจายงบประมาณให้เหมาะสม จะทำให้อนาคตของอาเซียนไม่เข้มแข็งและเจริญได้ช้า เพราะชุมชนท้องถิ่นอื่นๆ นอกจากชุมชนเมืองไม่ได้รับการพัฒนา ทั้งด้านการศึกษาเทคโนโลยี ตลอดจนทุกด้านที่จำเป็น

“แต่ถ้าเราหันมากระจายอำนาจ ส่งต่องบประมาณไปยังท้องถิ่น ท้องถิ่นก็จะเจริญ พอท้องถิ่นเจริญ ประเทศก็เจริญ ประชาธิปไตยก็เจริญตามไปด้วย ที่สำคัญเมื่อประเทศในอาเซียนหลายประเทศพัฒนาจนมีความเจริญ ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญให้อาเซียนเข้มแข็งด้วย”

เขาเสริมว่า จีนเป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการปกครองตัวเองของท้องถิ่นมาก เช่น การให้ “สิบสองปันนา” เป็นเขตปกครองตนเอง ยึดหลักว่าใครอยู่ท้องถิ่นไหนปกครองท้องถิ่นนั้น จะทำให้บริหารดูแลท้องถิ่นนั้นได้อย่างเข้าใจ พัฒนาได้ถูกจุด

ที่สำคัญ การกระจายอำนาจ กระจายความเจริญยุคนี้ ต้องเปลี่ยน “สูตรคิด” จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจก่อน หรือเรียกว่า “ให้เงินนำ ปัญญาตาม” ต้องเปลี่ยนมาเป็น “ปัญญานำ แล้วเงินตาม”

“วิธีกระจายอำนาจแบบเดิมที่เราพยายามผลักดันคือ ไปตั้งนิคมอุตสาหกรรมตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับพื้นที่นั้น และคิดว่าสักพักก็ค่อยให้สังคม การศึกษา วัฒนธรรมตามมา แต่ถ้าเป็นที่จีนจะกลับกัน เขาติดอาวุธทางปัญญาให้กับคนก่อน พอคิดว่าจะช่วยให้ที่ไหนเจริญ จะตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่ไหน สิ่งที่ต้องไปก่อนคือมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ตัวนิคม”

พล.อ.เอกชัย บอกว่า การให้ปัญญานำ ให้สังคมและวัฒนธรรมเข้มแข็งก่อนแบบจีน ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับชาติต่างๆ ในอาเซียน และจะช่วยให้อาเซียนมีรากฐานสำหรับเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ อาเซียนต้องส่งเสริมความสำคัญของประชาคมอาเซียนเสาอื่นๆ ให้ไม่ด้อยไปกว่าเสาเศรษฐกิจ เพราะหากท้ายที่สุดแล้ว เสาสังคมวัฒนธรรมในท้องถิ่นต่างๆ ไม่เข้มแข็ง ตลอดจนเสาการเมืองและความมั่นคงสั่นคลอน ก้าวต่อไปของอาเซียนก็จะไม่เข้มแข็งเช่นเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท