
เปิด 5 ยุทธศาสตร์เลิกประชานิยมข้าว
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้เงินกว่า 1 ล้านล้านบาท ไปกับโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรต่างๆ
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้เงินกว่า 1 ล้านล้านบาท ไปกับโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรต่างๆ เช่น ข้าว มัน ข้าวโพด และยางพารา โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาท/ตัน ที่ปรากฏว่านอกจากผลขาดทุนที่สูงถึง 56 แสนล้านบาท มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมหาศาลแล้ว ยังทำให้ชาวนาอ่อนแอและไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว
“ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ 3.7 ล้านครัวเรือน ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับปาล์มน้ำมันที่มีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม 1 แสนครัวเรือน และอ้อยที่มีผู้ปลูกทั้งประเทศกว่า 3 แสนครัวเรือน แต่กลุ่มชาวนากลับมีรายได้สุทธิน้อยที่สุด คือมีรายได้เฉลี่ย 271 บาท/ไร่ ในขณะที่ปาล์มน้ำมันและอ้อยมีรายได้สูงสุดที่ 5,708 บาท/ไร่” อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุ
ด้วยเหตุนี้ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจึงได้นำเสนอ “ยุทธศาสตร์อนาคตข้าวและชาวนาไทย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการปฏิรูปการเกษตรที่จะเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมอาหารและพลังงานทดแทน
ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.การพัฒนาข้าวและชาวนาไทย โดยยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีโครงการสำคัญ เช่น การสร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเพื่อพัฒนาข้าวและชาวนา และสร้างสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เพื่อยกระดับมาตรฐานชาวนาให้เป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพ มีผลงานดีเด่นในเรื่องการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต การรักษาคุณภาพพันธุ์ข้าว การคิดค้นเทคโนโลยีภูมิปัญญาชาวบ้านในการผลิต
2.การใช้ระบบเกษตรสมัยใหม่ (Modern Farming) ในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน โดยนำระบบวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร หรือกลุ่มเกษตรกรมาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความเข้มแข็งของชุมชนในการผลักดันการเกษตรที่มุ่งลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และมีการบริหารจัดการร่วมกันของชุมชน เช่น การรวมแปลงการผลิตเป็นพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อใช้เครื่องจักรการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจทางเลือก โดยปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจอื่นที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ พบว่าพื้นที่ปลูกข้าวในเขตเหมาะสมและเหมาะสมปานกลางมีอยู่เพียง 43 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่อีก 27 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม และควรปรับไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ขณะที่รัฐบาลมีหน้าที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบชลประทาน ระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ และการพัฒนาแหล่งน้ำ เป็นต้น
4.จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาข้าวและชาวนาไทย โดยอาจจะนำเงินเข้ากองทุน โดยพิจารณานำเงินจาก 1.กระทรวงการคลัง โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอัตรา 1% จากผู้ส่งออก (แทนภาษี หัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 0.75 ที่เรียกเก็บจากโรงสี) และ 2.เงินโควตาสหภาพยุโรป ที่กระทรวงพาณิชย์เรียกเก็บจากผู้ส่งออก ซึ่งจะทำให้มีเงินเข้ากองทุนปีละ 2,000 ล้านบาท พร้อมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการไรซ์บอร์ด โดยมี Stakeholders หรือผู้ที่มีส่วนได้เสียเข้ามาเป็นคณะกรรมการเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของข้าวไทย
และ 5.รัฐบาลต้องส่งเสริมกลไกการตลาดเสรีในตลาดค้าข้าว โดยเปิดให้เอกชนได้มีการแข่งขันเสรีอย่างแท้จริงและรัฐบาลมีหน้าที่เป็นผู้รักษากฎระเบียบผ่านคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าว (นบข.) ปรับปรุงตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟท) ให้สามารถเป็นตลาดที่สะท้อนราคาสินค้าเกษตรได้อย่างแท้จริง โดยการนำตลาดสินค้าล่วงหน้าออกจากการดูแลของกระทรวงพาณิชย์ให้ไปอยู่ในการดูแลของกระทรวงการคลังแทน
ปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย ระบุว่า ยุทธศาสตร์ข้าวของหอการค้าไทยสามารถตอบโจทย์ในเชิงนโยบายได้ โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะกรรมการไรซ์บอร์ดที่จะมีผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้าว เช่น ให้ชาวนาเข้ามาร่วมเป็นกรรมการ เพราะในอดีตชาวนาไม่มีโอกาสกำหนดอนาคตของตัวเอง นักการเมืองเป็นผู้กำหนดให้ โดยเลือกให้น้ำหนักไปในทางการชดเชยราคาข้าว และไม่ได้สนใจเรื่องการพัฒนาทั้งระบบ ทำให้โครงสร้างการผลิตซ้ำๆ ไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น
“ที่ผ่านมาการใช้งบเพื่อช่วยเหลือชาวนาเพิ่มขึ้นทุกปี จนล่าสุดในปี 2555-2557 ใช้เงินไปแล้ว 2 แสนล้านบาท แต่กลับมีผลเสียมากกว่าผลดี จากนี้ไปยุคของประชานิยมต้องหมดไปได้แล้ว โดยเฉพาะประชานิยมเรื่องข้าว” ปราโมทย์ ทิ้งท้าย







