posttoday
"อึ๋ม"กระหึ่มเน็ตกับ5หมื่นไลค์แห่งเกียรติยศ

"อึ๋ม"กระหึ่มเน็ตกับ5หมื่นไลค์แห่งเกียรติยศ

15 กรกฎาคม 2557

เมื่อคนสนใจก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้คนกดไลค์มากขึ้น ผลคือยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกมันมา ในที่นี้หมายถึงการโชว์อะไรต่อมิอะไรที่ใครๆก็คาดไม่ถึง

โดย...นรินทร์ ใจหวัง

ยุคนี้ ใครๆก็ตกเป็น "ทาสนม" "ทาสกล้าม" ได้ไม่ยาก...

ยามได้เห็นสาวเซ็กอกตู้มมาโชว์วับๆแวมๆ หรือกรี๊ดสนั่นเวลาเห็นหนุ่มล่ำเบ่งกล้ามโชว์ซิกซ์แพ็คในโลกออนไลน์ ต้องตามกดไลค์ กดแชร์ เซฟรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเป็นการใหญ่ จนทำให้"นักชอบโชว์"ทั้งหลายกลายเป็นเน็ตไอดอลในที่สุด

นี่คือปรากฎการณ์ใหม่ในสังคมไทยที่ต้องจับตามอง

ส่องพฤติกรรม"เสพติดไลค์"

"การเสพติดไลค์มันส่งผลให้คนกลายเป็นคนหลงตัวเอง ขี้อิจฉา ซึมเศร้า ให้คุณค่าทางสังคมโซเชียลมากว่าโลกแห่งความเป็นจริง มากกว่ามิตรภาพแท้ๆ มีแต่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ขาดทักษะ คนดูจึงกลายเป็นคนช่างยุ ช่างอวยกันไปหมด"

เป็นคำกล่าวของ ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อออนไลน์ 

ธามมองว่ากระแสเหล่านี้เป็นพฤติกรรมร่วมทางสังคม (social behavior) ที่ไม่ได้เป็นเรื่องของปัจเจกคนเท่านั้น แต่กลายเป็นเรื่องที่สังคมทำร่วมกัน เป็นสังคมที่วัดตวงคุณค่าของคนด้วยจำนวนไลค์ จำนวนคนฟอลโล่ อันเป็นแรงกระตุ้นให้หนุ่มสาวรุ่นใหม่หันมาสร้างตัวตนโดยโพสต์ขายเรือนร่าง

โดยเรียกว่ามัน “พฤติกรรมเสพติดไลค์” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะดังนี้

1.รอคอยอย่างมีความหวัง เช่น เมื่อโพสต์ หรือแชร์ อะไรออกไปหากมีคนกดไลค์ กดแชร์ ยิ่งเร็วยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกเป็นคนสำคัญ

2.เมื่อคนสนใจ ก็คิดต่อยอดว่าจะทำอย่างไรให้คนชอบและกดไลค์มากขึ้น ผลคือยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกมันมา ในที่นี้หมายถึงการโชว์อะไรต่อมิอะไรที่ใครๆก็คาดไม่ถึง ตรงนี้เองเป็นวิธีสร้างคนธรรมดาๆในโลกแห่งความจริงให้มีที่ยืนโดดเด่นในโลกเสมือน

3.กลายเป็นนิสัยและความเคยชิน หากถูกชมบ่อยๆ จะกลายเป็นคนหลงตัวเอง ลดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ยึดตัวเองในทุกเรื่อง และให้คุณค่าทางสังคมโซเชียลมากว่าโลกแห่งความเป็นจริง ให้ความสำคัญกับเพื่อนในเฟซบุ๊กมากกว่ามิตรภาพแท้ๆและหากถูกต่อว่า หรือรอคนมากดไลค์นานๆ จะเกิดความหงุดหงิด เสียใจอย่างรุนแรงหากถูกตำหนิ ยิ่งโดนด่ามากก็ยิ่งหดหู่ ซึมเศร้า

"ยกตัวอย่างเด็กต่างจังหวัดบางคนมียอดฟอลโล่มากกว่า 5,000 คน มันสะท้อนให้เห็นว่าเขาต้องการมีที่ยืนทางสังคมโซเชียล พฤติกรรมแบบนี้จะตรงข้ามกับความเป็นจริง เพื่อนจริงๆ ของเขาอาจจะมีอยู่แค่ 5 คนเท่านั้น แต่เด็กจะรู้สึกว่าสถานะทางโซเชียลมีความสำคัญมากกว่าเพื่อนจริงๆเสียอีก เพราะได้รับการยอมรับโดยที่ไม่ต้องทำอะไรมากมาย ขณะที่เพื่อนแท้ๆ มันต้องมาจากการทำกิจกรรมร่วมกัน" 

ทฤษฎีใหม่ 5 หมื่นไลค์เเห่งเกียรติยศ

นักวิชาการด้านสื่อออนไลน์ชื่อดังได้หยิบยกวาทะอันลือลั่นของแอนดี้ วอร์ฮอล ศิลปินป๊อบอาร์ตชาวอเมริกันที่เคยกล่าวไว้ว่า "ในอนาคต เราทุกคนมีโอกาสดังอย่างน้อย 15 นาที" หรือที่รู้จักกันในทฤษฎีชื่อ "15 minute of friend

โดยอธิบายว่าสมัยก่อน รายการทีวี-วิทยุ จะปลูกฝังคนดูจากการเชิญคนดังที่มีอาชีพ มีทักษะพิเศษในด้านต่างๆเข้ามาพูดคุย ซึ่งตอนนั้นผู้คนก็พยายามทำตัวเองให้เก่ง ทั้งร้อง เล่น เต้น อะไรก็ได้ ให้โดดเด่นขึ้นมา แล้วจะถูกเชิญไปออกรายการ เขาจะได้กลายเป็นคนดังภายใน15 นาที

ทว่ายุคนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะเป็นเลิศ หรือความสามารถพิเศษใดๆทั้งนั้น เพียงแค่โพสต์รูปตัวเองก็มีสิทธิ์ดังได้ หลังจากการมาถึงของสื่อออนไลน์

“แอนดี้ตายก่อนที่จะเห็นปรากฏการณ์นี้ ตอนนี้คงต้องเปลี่ยนจาก"ทฤษฎี fifteen minute of fame" เป็น "ทฤษฎี50,000 ไลค์แห่งเกียรติยศ"แล้ว เพราะคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มีทักษะอะไรสักอย่าง แต่อาศัยการถ่ายเซลฟีตัวเองในทุกอิริยาบถ นอน เล่น กิน ป่วย คนที่หน้าตาดีอยู่แล้วก็เพิ่มความเซ็กซี่เข้าไป ผู้หญิงโชว์หน้าอก ผู้ชายโชว์กล้าม ทุกคนก็กลายเป็นคนดังได้เลย”

รายการวัยรุ่นตอนนี้ เขาต้องแนะนำคนที่มาร่วมรายการด้วยการเปิดหัวว่า"วันนี้นะครับ เรามีผู้ร่วมรายการที่มียอดคนไลค์กว่าเพจกว่า5หมื่นคน"  มันทำให้ตอกย้ำว่าความมีชื่อเสียงวัดตวงได้ตามไลค์นั่นเอง"ยิ่งโป๊ยิ่งขายดี 

ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย พฤติกรรมการเสพติดไลค์ก็มีมูลค่าทางการตลาดเหมือนกัน

ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย กูรูด้านการตลาดชื่อดัง กล่าวว่ายุคนี้ต้องโป๊ถึงจะขายออก เนื่องจากเซ็กซ์นั้นขายได้ อีกทั้งตอนนี้ทุกคนต่างก็เป็นเจ้าของสื่อด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าเฟซบุ๊ก ยูทูป หรืออินสตราแกรม

"ตามหลักการตลาดแล้ว สาวเอ็กซ์ๆที่เราตามไลค์ยิกๆ นี่ถือเป็นจุดขายที่ได้ผลดีเยี่ยม เพราะแม้แต่สื่อใหญ่ๆเองก็ยังใส่ใจกระแสข่าวจากสื่อออนไลน์ เมื่อสื่อใหญ่ให้ความสำคัญก็เป็นธรรมดาที่ใครๆ ก็อยากดัง

โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียในตอนนี้เกือบจะกลายเป็นสื่อหลักไปแล้ว คนช่วงอายุ15-35 ซึ่งถือเป็นคนรุ่นใหม่เป็นคนกำหนดการรับสื่อ ถึงแม้สื่อหลักอย่างโทรทัศน์ วิทยุจะยังอยู่เพราะคนมีอายุส่วนใหญ่เป็นคนเสพและมีกำลังทรัพย์มากกว่าแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่ความนิยมของสื่อเป็นไปตามอายุของคนเสพ

ประเทศไทยบริโภคนิยม คนต้องการแบบนี้ เขาก็สนอง ข่าวแปลก สำหรับคนทั่วไปแล้วมันคือความดัง ดังแล้วได้เงิน  อย่างยูทูป คนไลค์เยอะ คนดูเยอะก็ได้เงินแล้วครับ ส่วนเฟซบุ๊ก อินสตราแกรม ถ้าคุณมีไลค์เยอะๆ มีคนติดตาม ฟอลโล่เยอะๆ มันสามารถต่อยอดได้ในอนาคต เช่น ขายของ จะเห็นได้ว่ามีการรับรีวิวสินค้า หรือฝากร้านกับดารา คนพวกนี้กลายเป็นตัวกำหนดทางการตลาด”

โชว์มากไประวังเข้าข่ายโรคจิต

พ.ต.ท.หญิงอัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล หรือ หมอแอร์ จิตแพทย์สาวชื่อดัง ให้ความเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์ "โชว์ออฟแลกไลค์"ไว้อย่างน่าสนใจว่า

"เป็นกระบวนการคัดสรรคู่อีกประเภทหนึ่งของมนุษย์เมื่อถึงวัยผสมพันธุ์ แต่ในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วย เพื่อเรียกร้องความสนใจของเพศตรงข้าม จริงๆ แล้วคนในลักษณะเสพไลค์นั้นมักจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง อาจจะเป็นคนที่น่าตาไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก หรือเรียนไม่เก่ง ส่วนบางคนที่สวยอยู่แล้วแต่เมื่อเพิ่มความโป๊เข้าไปสามารถเรียกร้องความสนใจได้มากขึ้นไปอีก

กรณีที่โป๊มากๆ อาจเข้าขั้นโรคจิตชนิดหนึ่งคือเมื่อได้โชว์อวัยวะทางเพศแล้วมีความสุข บางคนถึงขั้นถึงจุดสุดยอด เช่น สมัยก่อนเคยมีข่าวคนโรคจิตช่วยตัวเองในที่สาธารณะแต่ตอนนี้ ใครๆก็สามารถทำได้โดยใช้สื่อทางโซเชียลมีเดีย" 

หมอแอร์ฝากคำเตือนไปถึงผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเสพติดไลค์ว่าควรใช่วิจารณญาณให้มากๆ

"หลายครั้งตัดสินใจโพสต์รูปลงไปในโลกออนไลน์แล้ว ไม่สามารถลบได้ทั้งหมด เพราะอาจมีคนอื่นเซฟรูปเหล่านั้นไว้แล้ว หมายความว่ารูปทั้งหลายจะยังคงอยู่กับเราตลอดไป ถึงแม้คุณจะลบมันไปแล้วกี่ครั้งก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่าต่อไปเราอาจจะไปเป็นนางสาวไทย หรืออาจเป็นภริยาท่านทูตในอนาคตก็ได้ ดังนั้นควรใช่วิจารณญาณให้มากก่อนโพสต์รูปอะไรไม่ดีไม่งามลงไป"

ทาสนม ทาสกล้ามทั้งหลาย ฟังไว้ให้ดี !!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท