
โจทย์หิน รัฐบาลใหม่ฟื้นส่งออก-ตั้งรับทุนนอกทิ้งไทย
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
ตัวเลขการส่งออกสินค้าไทยในช่วง 5 เดือนแรก ปี 2557 แม้ว่าจะขยายตัวติดลบเล็กน้อยเพียง 1.22% แต่หากพิจารณาลงลึกไปในรายละเอียดของโครงสร้างการส่งออก จะพบประเด็นที่สะท้อนให้เห็นว่าศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยกำลังถดถอยลงทุกปี
“เครื่องชี้วัดว่าการส่งออกไทยมีศักยภาพแข่งขันถดถอยลง คือ การส่งออกสินค้าไทยเติบโตต่ำกว่าการส่งออกของโลก ในขณะที่การนำเข้าไทยกลับมีการนำเข้าสินค้าเข้ามาในอัตราเติบโตใกล้เคียงการนำเข้าของโลก นั่นหมายความว่า ไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบและสินค้ามาผลิตในอัตราส่วนที่สูง เพื่อนำมาใช้ในประเทศและผลิตส่งออก” อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนย.) บอก
จากการศึกษาของสำนักงานฯ พบว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการค้าโลกไม่ได้เป็นตัวขับเคลื่อนจีดีพีโลกอย่างมากเหมือนในอดีตที่ผ่านมา สะท้อนได้จากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกกับปริมาณการค้าโลกลดลงจากอดีต 0.92% เหลือ 0.73% ในปัจจุบัน
ดังนั้น การผลักดันส่งออกสินค้าไทยจะมองแค่เศรษฐกิจโลกเติบโตเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย ที่สำคัญ คือ ผู้ผลิตสินค้าไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการผลิตใหม่
อัมพวัน ระบุว่า การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้า ต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ
ประกอบด้วย 1.การปรับโครงสร้างสินค้าเกษตร พบว่าในครึ่งปีแรกสินค้าเกษตรของไทยประสบปัญหาเรื่องราคาส่งออกตกต่ำอย่างหนัก สิ่งที่ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรต้องปรับตัว คือ การปรับโครงสร้างผลิตใหม่ เพราะถ้ายังส่งออกสินค้าขั้นปฐม การแข่งขันก็จะแย่ลงเรื่อยๆ โดยจะต้องคิดว่าแปรรูปอย่างไรให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น สินค้าข้าวจะส่งออกแต่ข้าวอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการผลิตสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวกับข้าวมาส่งออกด้วย
และ 2.การปรับโครงสร้างสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มนี้ถือเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่ไทยจะเป็นผู้รับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) แต่ด้วยการแข่งขันในตลาดที่สูงมาก ซึ่งจะสู้กันด้วยต้นทุนแรงงาน การรับจ้างผลิตจึงทำได้ยากมากขึ้น เพราะนักลงทุนต่างชาติที่จะย้ายฐานการผลิตออกไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า อีกทั้งรูปแบบการลงทุนของต่างชาติได้เปลี่ยนแปลงไป โดยจะเลือกการลงทุนไปยังประเทศที่สามารถเป็นตลาดรองรับสินค้า จากเดิมที่ลงทุนให้ประเทศหนึ่งผลิตและส่งออกไปประเทศที่สาม
“เห็นได้จากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปอินโดนีเซีย นอกจากจะมีปัจจัยเรื่องต้นทุนค่าแรงแล้ว นักลงทุนยังมองไปถึงโอกาสที่จะขายคนภายในตลาดเหล่านั้นด้วย” อัมพวันบอก
อัมพวัน เสนอว่า การปรับตัวของสินค้ากลุ่มอุตสาห กรรม จะต้องมีการผลิตสินค้าทั้งห่วงโซ่ (ซัพพลายเชน) หรือให้ผลิตสินค้าให้ครบทั้งระบบ ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่เป็นเอสเอ็มอีสามารถทำได้ด้วยการรวมกลุ่มผลิตสินค้า ก็จะดึงความสนใจการลงทุนให้กลับมา โดยส่วนนี้รัฐบาลต้องเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อน และต้องมีมุมมองในการผลิตสินค้าใหม่ คือ ผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการ
เพราะที่ผ่านผู้ประกอบการไทยผลิตสินค้าขึ้นมาก่อน แล้วค่อยไปหาตลาด ซึ่งตรงนี้เป็นจุดอ่อนที่สำคัญของผู้ประกอบการไทยที่ต้องเร่งรีบแก้ไข
นอกจากนี้ ไทยต้องปรับทิศทางการส่งออกสินค้าในตลาดต่างๆ โดยเฉพาะลดการพึ่งพาบางตลาดลง เช่น ตลาดอียู ซึ่งมีแนวโน้มการส่งออกไทยจะมีส่วนแบ่งตลาดลดลงภายใน 3-5 ปี เพราะอียูมีฐานการผลิตที่จะป้อนสินค้าให้คือกลุ่มประเทศอียูใหม่อยู่แล้ว ส่วนตลาดที่ควรผลักดันเพิ่มเติม คืออาเซียนที่ยังมีสัดส่วนส่งออกในช่วง 10 ปี เพิ่มขึ้นน้อยมาก โดยเมื่อ 10 ปีที่แล้วไทยส่งออกไปอาเซียนสัดส่วน 22% ปัจจุบันเพิ่มมาเป็น 25% เท่านั้น ทั้งที่ควรจะเติบโตมากกว่านี้
ในขณะที่ตลาดอาเซียนจะมีความสำคัญมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันตลาดอาเซียนจะมีการส่งออกลดลง แต่มีสาเหตุจากการที่ตลาดอาเซียนเผชิญปัญหาเฉพาะหน้าจากเศรษฐกิจจีนหดตัว แต่กลุ่มอาเซียนใหม่ (ซีแอลเอ็มวี) ที่ยังขยายตัวได้ดีอยู่ รวมทั้งตลาดตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา ที่ต้องเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้น
“เรื่องการปรับตัวก็ได้แจ้งภาคเอกชนไปแล้วว่าควรทำอย่างไร และรัฐต้องสนับสนุนอย่างไร และต้องเร่งปรับตัวภายใน 3-5 ปีนี้ หากไม่ปรับตัวเลขการส่งออกไทยก็คงเติบโตได้เพียงแค่ตัวเลขหลักเดียว”
สำหรับแนวโน้มการส่งออกในครึ่งปีหลัง อัมพวัน ประเมินว่า จะเติบโตได้ดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก โดยเฉพาะการส่งออกช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงพีกของการส่งออก โดยเชื่อว่าจะส่งออกได้เดือนละ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป จะทำให้เติบโต 56% เมื่อรวมกับครึ่งปีแรกการส่งออกทั้งปีก็เติบโตได้ตามเป้า 3.5%
คงต้องจับตาทิศทางส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายหรือไม่ แต่เชื่อว่าหากรัฐบาลใหม่ยังไม่มีแนวทางปรับโครงสร้างส่งออกที่ชัดเจน ภายใน 3-5 ปี เศรษฐกิจไทยคงฝากความหวังที่การส่งออกไม่ได้







