posttoday
ใช้เงินอย่างไรให้เป็นเศรษฐี

ใช้เงินอย่างไรให้เป็นเศรษฐี

15 กรกฎาคม 2557

หลายๆ ครั้งคนส่วนใหญ่ชอบโทษว่าตัวเองดวงไม่ดี ไม่มีโอกาสในชีวิต เลยไม่สามารถเป็นคนรวยได้ แต่จริงๆ แล้วถ้าไปดูตามสถิติจริงๆ จะพบว่ายิ่งยุคนี้คนที่ Selfmade หรือสามารถสร้างตัวจากมือเปล่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ...แล้วยิ่งประเทศพัฒนาไปมากเท่าไหร่ Selfmade ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ

หลายๆ ครั้งคนส่วนใหญ่ชอบโทษว่าตัวเองดวงไม่ดี ไม่มีโอกาสในชีวิต เลยไม่สามารถเป็นคนรวยได้ แต่จริงๆ แล้วถ้าไปดูตามสถิติจริงๆ จะพบว่ายิ่งยุคนี้คนที่ Selfmade หรือสามารถสร้างตัวจากมือเปล่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ...แล้วยิ่งประเทศพัฒนาไปมากเท่าไหร่ Selfmade ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ

ใช่!! คำถามที่น่าสนใจมากกว่าการตัดพ้อว่าเกิดมาจนก็คือ ต้องตั้งคำถามใหม่ว่า แล้วไอ้พวกที่เขาก็มาแบบไม่มีอะไรแล้วมารวยเป็นเศรษฐีระดับประเทศ ระดับโลกได้อย่างไร ถ้าบอกว่าดวงดีคงไม่ใช่ละ เพราะถ้าดวงดี คนเหล่านี้ต้องเกิดมาในครอบครัวที่รวย แต่เขาเหล่านี้ก็เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน บางคนเป็นเด็กกำพร้า แต่ทำไมขึ้นมาได้ นี่ดีน่าสนใจ!!

เรื่องการหาคำตอบว่า Selfmade เขาสร้างกันมาอย่างไร มันเป็นสิ่งที่ผมชอบศึกษามากๆ แม้ประเทศไทยอาจจะไม่มีโอกาสเปิดกว้างแบบอเมริกา แต่อย่างน้อยวันนี้เราก็เห็นคนหลายๆ คนที่ Selfmade มายืนอยู่แถวหน้าของนักธุรกิจไทย ที่ชัดเจนก็อย่างคุณตัน และอีกหลายๆ ท่านที่เป็นเจ้าของสินค้าดังๆ มากมาย

เอาล่ะ สิ่งที่ผมศึกษาคือแนวคิดของคนเหล่านี้ ว่าเบื้องหลังความสำเร็จที่สร้างตัวด้วยตัวเอง มันมีสิ่งที่เหมือนๆ กัน คือ คนเหล่านี้ร้อยพ่อพันแม่ แต่สุดท้ายแนวคิดมาคล้ายๆ กัน

จริงๆ แนวคิดเศรษฐีก็มีหนังสือมากมายเขียนออกมาถึงวิธีการหาเงิน แต่ครั้งนี้เรามาคุยในเรื่องของการใช้เงินดีกว่า ใช่แล้ว!! “คุณจะใช้เงินให้เป็นเศรษฐีอย่างไร”

หลายคนอาจจะคิดว่าการใช้เงินแบบเศรษฐีมันง่ายจะตาย ก็ซื้อทุกอย่างที่อยากได้ไงล่ะ ผิดล่ะ ถ้าคิดว่าเศรษฐีคือการซื้อทุกอย่างที่อยากได้ ผมว่าคุณไม่ใช่เศรษฐีแล้ว เพราะการซื้อทุกอย่างที่อยากได้ มันแนวคิดของสามล้อถูกหวย หรือขอทานถูกลอตเตอรี่ อะไรก็ว่าไป ที่อยู่ดีๆ ก็ตกถังข้าวสารถูกหวย แต่หลังจากนั้นไม่นาน คนเหล่านี้ก็กลับไปจนเหมือนเดิม ...นี่ซิที่น่าสนใจ มันเป็น Mindset ของการใช้เงินที่เราคิดกันไปเองว่าเศรษฐีคือคนที่ใช้เงินโง่ๆ

เอาล่ะ เกริ่นซะยาว เข้าประเด็นเลยดีกว่า การที่คนจะรวยไม่ใช่แค่หาเงินเป็น เพราะใครๆ ในโลกนี้ก็หาเงินเป็นทั้งนั้นแหละ มากน้อยว่ากันไป แต่การหาเงินได้มาก หาได้เร็ว อย่างการถูกหวย หรือบางคนเข้าตลาดหุ้นแล้วได้หุ้น Jackpot รวยทันทีจากหุ้นที่ซื้อ แต่สุดท้ายคนเหล่านี้ก็กลับมาจน ก็เพราะเขาไม่เข้าใจว่าอีกแก่นความสำเร็จของเศรษฐีคือการใช้เงินให้เป็น

ถ้าเราพูดถึง Generation ต่างๆ จะพบว่าคนรุ่นบุกเบิกธุรกิจจะเป็นคนรุ่นที่แทบไม่ใช้เงินเลย เพราะเขามองว่าเขาลำบาก สุดท้ายลูกหลานก็เอามาผลาญและหมดในคนรุ่นต่อๆ มา แต่ครอบครัวที่สามารถรักษาความมั่งคั่งต่อไปให้ทายาทธุรกิจอีกหลายๆ รุ่นก็คือ ครอบครัวที่สอนให้ถูกใช้เงิน

ครับ!! กฎข้อที่หนึ่งของการใช้เงินของเศรษฐี คือ “อย่าซื้อของถูกครับ” ...เพราะของถูกส่วนใหญ่เขาเอาไว้ล่อคนจน แต่เดี๋ยวนะ ผมไม่ได้ดูถูกคนจนนะ แต่ประเด็นของการไม่ซื้อของถูก คือ มุมมองที่เราต้องเข้าใจก่อนว่าของทุกอย่างมีทั้งของดีและของไม่ดี ...คนเราส่วนใหญ่ชอบซื้อของที่ถูก เน้นของ Sales หรือของลดราคาพิเศษ ยิ่งเห็นป้ายลด 50% เราจะถูกดูดเข้าไปซื้อ โดยที่ส่วนใหญ่ของที่ลดราคาเหล่านั้น ไม่ใช่ของที่เราอยากได้จริงๆ สุดท้ายของเหล่านั้นเราแทบไม่ได้ใช้เลย ถูกซื้อมาเก็บเป็นขยะเอาไว้ที่บ้าน

ลองสังเกตดีๆ ของที่เราซื้อตอนลดราคาส่วนมากเป็น Junk คือ เป็นขยะนั่นเอง เพราะ

หนึ่ง เราไม่ได้อยากได้จริงๆ เลยแทบไม่ได้ใช้ เลยเอามาเก็บ

สอง ของลดราคาเหล่านี้ส่วนมาก ก็เป็นของที่ Built to Junk คือ Made in China ผลิตแบบ Mass Production จำนวนมากๆ ห่วยๆ คือ ไม่ได้มีคุณค่า เพราะของเหล่านี้ยิ่งเก็บราคายิ่งลดลง จนไม่เหลือมูลค่า

สาม ของเหล่านี้เปลี่ยนบ้านและห้องเราให้รก สุดท้ายเราก็อยู่ท่ามกลางขยะ ...แย่ว่ะ!!

ทางแก้ คือ ซื้อของ “แพงและมีคุณภาพ ยิ่งสามารถซื้อ Asset ได้ยิ่งรวย”

อันนี้พ่อสอนผมเลยว่า เวลาซื้อของ ให้ซื้อของที่อยากได้จริงๆ แม้มันจะแพงก็ตาม เพราะเราจะใช้มัน ใช้คุ้มว่างั้น และยิ่งถ้าสิ่งนั้นเป็นของที่เป็น Asset คือ ยิ่งเก็บราคายิ่งเพิ่ม ยิ่งสุดยอด

ยกตัวอย่าง สมมติซื้อนาฬิกาถ้าจะซื้อให้เป็น Asset ก็ต้องไม่ซื้อพร่ำเพรื่อทุกอันที่อยากได้ แต่เก็บซื้อยี่ห้อที่ซื้อแล้วราคาไม่ตก แพงแต่ดี มีชิ้นเดียวก็ยังดีกว่ามีหลายๆ ชิ้นแต่เป็นขยะ พ่อผมทำให้ผมเห็นเลยว่าของใช้ต่างๆ ของพ่อผมล้วนซื้อน้อยชิ้น แต่ของแต่ละอย่างเก็บเป็นมรดกให้ผมได้เลย สุดยอดจริงๆ หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์เอง พ่อผมก็ซื้อแต่ Antique คือ ของโบราณที่มีคุณค่า ค่อยๆ เก็บสะสมเป็น Asset Collection ที่มีความสุขกับการค่อยๆ ออมในสิ่งของเหล่านี้ ที่ทั้งได้ใช้ ทั้งมีความสุข และสุดท้ายราคาก็ขึ้น

สิ่งที่ทำให้ผมตกใจ คือ ยิ่งเวลาผ่านไป สิ่งของต่างๆ ที่พ่อผมสะสมก็ยิ่งมีราคาสูง และมันสูงกว่าของทั่วๆ ไป เช่น เครื่องประดับที่ Top Grade ก็จะขึ้นเป็นร้อยเท่า ในขณะที่เครื่องประดับทั่วๆ ไปราคาแทบไม่ขึ้น

ใช่!! เก็บน้อยชิ้น ค่อยๆ ซื้อ ไม่มีก็ไม่ซื้อ แต่ถ้าซื้อแล้วต้องไม่เป็นขยะ ต้องเป็น Asset Collector ไม่ใช่ Junk Collector ...จัดไป!! “ใช้เงินให้รวย ค่อยๆ พัฒนากันไปครับ”

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน