
ปฏิรูป"สหกรณ์ออมทรัพย์"ต้องให้"คลัง"กุมบังเหียน
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงษ์
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงษ์
ข่าวฉาวในแวดวงสหกรณ์ การฉ้อโกงต่างๆ ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ที่นำเงินลงทุนผิดประเภทเล่นแชร์ลอตเตอรี่ การปล่อยกู้ให้พรรคพวก รวมถึงกรณีการฉ้อโกงของอดีตผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น สร้างมูลค่าความเสียหายประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของสหกรณ์ ซึ่งเป็นการทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสหกรณ์
ในที่สุดเกิดกระแสเกิดคำถามย้อนกลับไปที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าทำไมปล่อยปละละเลยการตรวจสอบปัญหาผู้บริหารสหกรณ์ฉ้อโกง
แม้ว่าที่ผ่านมามีการปรับเปลี่ยนอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนที่ดูแลสหกรณ์ก็ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาให้ถึงต้นตอปัญหาที่แท้จริงของสหกรณ์ที่หมักหมมมานาน
สะท้อนจากตัวเลขการจัดมาตรฐานสหกรณ์ทั่วประเทศของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในปี 2556 พบว่าจากสหกรณ์ทุกประเภททั่วประเทศกว่า 1 หมื่นแห่ง มีสหกรณ์ที่ผ่านมาตรฐาน 75% ไม่ผ่านมาตรฐาน 24% โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ผ่านมาตรฐานเพียง 69% ไม่ผ่านมาตรฐาน 30% แต่กรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียนไม่ได้ดำเนินการแก้ไขอะไรที่เป็นรูปธรรม
ธุรกิจสหกรณ์เป็นหนึ่งกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้สมาชิกช่วยเหลือพึ่งพากัน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาด และที่สำคัญเป็นการระดมเงินออมและเงินทุน จากข้อมูลปี 2556 มีสหกรณ์ในระบบทั้งหมดจำนวน 10,834 แห่ง สมาชิกรวมทั้งสิ้น 12 ล้านคน คิดเป็น 18.54% ของประชากรทั้งประเทศ มีสินทรัพย์รวม 2.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.67% ธุรกิจลงทุนโดยรวมมีมูลค่าทั้งสิ้น 2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.26% ธุรกิจที่มีสัดส่วนสูงสุดในระหว่างปีได้แก่การให้สินเชื่อแก่สมาชิกจำนวน 1.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 61.47% เพิ่มขึ้น 4.58%
ทั้งนี้ ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของสหกรณ์ไม่สามารถที่จะชำระได้ตามกำหนด (เอ็นพีแอล) 33,608 ล้านบาท จากปีก่อน 29,878 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.48% คิดเป็นเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อทั้งหมด 2.21% อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบกับเอ็นพีแอลของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ณ สิ้นปี 2556 คิดเป็น 0.01% (ยอดเอ็นพีแอลคงค้าง ณ วันสิ้นปีของระบบธนาคารพาณิชย์ จำนวน 265,000 พันล้านบาท ปีก่อน 254,200 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.40 พันล้านบาท หรือ 4.49%)
แม้ว่าระบบสหกรณ์ไม่ได้มีปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพมากนัก แต่ก็มีประเด็นความเป็นห่วง โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์มีประมาณ 1,487 แห่ง มีสมาชิกรวมประมาณ 2.7 ล้านคน ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับออมเงิน และการปล่อยสินเชื่อรวมประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 10% ของยอดหนี้ครัวเรือนทั้งหมด 9.7 ล้านล้านบาท โดยวัตถุประสงค์การกู้เงินอันดับแรกคือ กู้เพื่อนำไปชำระหนี้ 2.83 แสนล้านบาท 2.นำไปใช้สอยส่วนตัว 2.35 แสนล้านบาท 3.ซื้อบ้านและปรับปรุงที่อยู่อาศัย 1.3 แสนล้านบาท
ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พยายามที่จะผลักดันให้สหกรณ์ออมทรัพย์เข้าเป็นสมาชิกในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เพื่อที่จะทราบถึงธุรกรรมการปล่อยกู้ รวมทั้งที่จะประเมินความเสี่ยงการกู้หนี้ยืมสินที่เกินตัวหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันมีปัญหาว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ทราบข้อมูลว่าผู้ที่มาขอสินเชื่อมีการกู้เงินจากสหกรณ์หรือไม่จำนวนเท่าไร เนื่องจากสหกรณ์ไม่ได้เป็นสมาชิกเครดิตบูโรจึงไม่สามารถตรวจสอบประวัติสินเชื่อได้ เมื่อปล่อยเงินกู้ให้ลูกค้า กลับพบว่าลูกค้าเป็นหนี้สินเกินตัว ไม่มีความสามารถชำระหนี้ได้ และการเกิดปัญหาค้างชำระหนี้หรือฟ้องร้องดำเนินคดี จะมีกฎหมายของสหกรณ์ที่จะให้สิทธิสหกรณ์ได้รับการชำระหนี้ก่อนธนาคารพาณิชย์ ทำให้สหกรณ์ไม่ให้ความสำคัญที่จะเข้าระบบเครดิตบูโร นอกจากจะต้องเสียค่าสมาชิกแล้วยังต้องนำข้อมูลลูกค้าเงินกู้สหกรณ์ไปแชร์ให้กับธนาคารพาณิชย์
แม้แต่กระทรวงการคลังก็เตรียมปัดฝุ่นที่จะดึงสหกรณ์ออมทรัพย์เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เพื่อที่จะจัดระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมทั้งสามารถที่จะกำหนดนโยบายการเงินการคลังและทิศทางเงินออมในประเทศได้ครอบคลุมมากขึ้น รวมทั้งกระทรวงการคลังมีความรู้ความชำนาญด้านการเงินมากกว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์ออมทรัพย์ในต่างประเทศจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ซึ่งสามารถที่จะส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ออมทรัพย์เข้มแข็ง และยกระดับเป็น “ธนาคารสหกรณ์” เพื่อเป็นแหล่งออมเงินและเงินทุนที่ใกล้ชิดกับระดับภาคครัวเรือนได้
ในขณะเดียวกันก่อนหน้านี้กรมสรรพากรพยายามที่จะศึกษาการรีดภาษีจากสหกรณ์ โดยมีการประเมินว่าธุรกิจสหกรณ์มีกำไรไม่ต่ำกว่าปีละ 4 หมื่นล้านบาท ถ้าเก็บภาษีได้เพียง 10% ของกำไรจะทำให้มีเงินเข้าคลังอีกปีละ 4,000 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากตรวจสอบพบว่ามีพวกหัวใสที่จะใช้ช่องทางการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อเป็นการระดมเงินทุน และทำธุรกิจเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี
ปัจจุบันระบบสหกรณ์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 2530% ภาษีดอกเบี้ย 15% ซึ่งเป็นช่องทางที่จะล่อให้นักธุรกิจเอกชนและนายทุนหัวใสแฝงตัวเข้ามาใช้ระบบสหกรณ์เป็นเครื่องมือดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพื่อแสวงหาผลกำไรแบบไม่ถูกต้องและเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงภาษี โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขายตรง ธุรกิจลูกโซ่ ธุรกิจปุ๋ย และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งพยายามตั้งเป็นสหกรณ์บังหน้าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
แม้ว่าที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ร่วมมือกับกรมสรรพากร เพื่อกำหนดแนวทางตรวจสอบธุรกิจของสหกรณ์ที่ไม่ดำเนินธุรกิจตามหลักการของสหกรณ์ หรือสหกรณ์ที่ส่อว่าจะมีนายทุนแอบแฝงเข้ามา พร้อมร่วมมือในการวางกรอบแก้ไขปัญหาเพื่อขจัดขบวนการดังกล่าว ป้องกันไม่ให้ภาพลักษณ์ของสหกรณ์เสียหาย และยังช่วยให้รัฐเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของกระทรวงการคลังที่จะดึงสหกรณ์เข้ามากำกับดูแลเองมาหลายปีแล้วแต่ไม่สำเร็จ และถูกกระแสการต่อต้านจากกลุ่มสหกรณ์เอง รวมทั้งแรงหนุนจากนักการเมือง เพราะเกรงว่าจะสูญเสียประโยชน์และอำนาจในการบริหารจัดการด้านการเงิน ซึ่งแน่นอนว่าการเปลี่ยนผู้คุมมาเป็นกระทรวงการคลัง สหกรณ์จะต้องอยู่ในกฎระเบียบที่เป็นมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งเกรงว่าหากสหกรณ์ตกอยู่ในมือกระทรวงการคลัง หนีไม่พ้นจะต้องถูกรีดภาษี
ดังนั้น ช่วงนี้เป็นช่วงการชี้ชะตาการปฏิรูปสหกรณ์ ว่ากระทรวงการคลังจะใจถึงส่งเรื่องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คชส.) ปัดฝุ่นดึงสหกรณ์เข้ามาอยู่ในสังกัดหรือไม่ จะนับหนึ่งของการพลิกโฉมวงการสหกรณ์ไทย







