
3ปีชี้ชะตาทีวีดิจิทัลฝ่าสมรภูมิแข่งเดือด
ลุ้นไม่เกิน 3 ปี รู้แน่ทีวีดิจิทัลรอดไม่รอด จนต้องหาผู้ร่วมทุนใหม่
ลุ้นไม่เกิน 3 ปี รู้แน่ทีวีดิจิทัลรอดไม่รอด จนต้องหาผู้ร่วมทุนใหม่
นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง ผู้บริหารทีวีดิจิทัลช่องพีพีทีวี เอชดี เปิดเผยว่า จากการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจทีวีดิจิทัลที่มีมากถึง 24 ช่อง จึงทำให้อาจมีผู้ประกอบการบางรายประสบกับปัญหาในการดำเนินธุรกิจและขาดทุน ส่งผลให้ต้องมีการออกกองทุน เพื่อระดมทุนมาเป็นค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ
ทั้งนี้ ธุรกิจบรอดคาสต์ไม่ใช่ธุรกิจที่ลงทุนระยะสั้น ซึ่งช่องไหนจะอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้จนต้องหาผู้ร่วมทุนมาช่วยเหลือธุรกิจ คาดว่าหลังจาก 3 ปีผ่านไปจึงจะเห็นภาพที่ชัดเจน เพราะจะเริ่มมีความสมบูรณ์ทั้งด้านของโครงข่ายหรือการเข้าถึงผู้ชมทั่วประเทศ
สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจะขายให้กับบริษัทต่างชาติ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจนั้น เท่าที่ทราบข้อมูลขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เนื่องจากยังเป็นช่วงเวลาของการเริ่มต้นเท่านั้น
“การที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกใบอนุญาต ทีวีดิจิทัลนานถึง 15 ปี จึงทำให้ยังมีเวลาในการวางแผนและปรับเปลี่ยนธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ชม” นายเขมทัตต์ กล่าว
ด้าน นายศุทธิชัย บุนนาค ประธานกรรมการ บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น ผู้บริหารทีวีดิจิทัลช่องสปริงนิวส์ กล่าวว่า การที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลของไทยยังมีคอนเทนต์รายการมาออกอากาศไม่ครบ ส่งผลให้แต่ละรายหันไปซื้อคอนเทนต์จากต่างประเทศ ล่าสุดงานเวทีที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ทุกคอนเทนต์รายการต่างประเทศถูกซื้อหมดโดยผู้ประกอบการคนไทย
รายงานข่าวแจ้งว่า จากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ที่ผ่านมาพบว่าราคารายการลิขสิทธิ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยเฉพาะรายการเรียลิตี้เพิ่มขึ้นกว่า 10-15% เช่นเดียวกับซีรีส์เกาหลีที่มีราคาเฉลี่ย 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ/ตอน เนื่องจากมีการแข่งขันซื้อคอนเทนต์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทย
ขณะที่แหล่งข่าวจาก บริษัท 3 เอ มาร์เก็ตติ้ง ผู้ดำเนินธุรกิจทีวีดิจิทัลช่องไบร์ททีวี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการโทรทัศน์จากจีนเข้ามาขอเช่าช่วงเวลา 10-20% ของผังรายการเพื่อผลิตรายการภาษาจีน







