
จี้รัฐเพิ่มงบลงทุนอัดฉีดโครงสร้างพื้นฐาน
รัฐบาลได้ออก พ.ร.ฎ.ขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ตั้งแต่วันที่ 2428 พ.ค.นี้ เพื่อเปิดอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2.07 ล้านล้านบาท คิดเป็น 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ถือเป็นงบประมาณขาดดุล 4.2 แสนล้านบาท และตั้งเพิ่มขึ้น 3.7 แสนล้านบาท จากปีงบประมาณ 2553
แต่ดูเหมือนว่าในสถานการณ์ปัจจุบันกรอบเดิมที่ตั้งไว้นั้นมีผู้เสนอว่าควรปรับปรุงให้สอดคล้องกับพายุจลาจลในเมืองไทย
ล่าสุด มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (MPA NIDA) เปิดเผยว่า จากกรอบงบประมาณประจำปี 2554 ที่มีวงเงินงบประมาณรายจ่าย 2.07 ล้านล้านบาท หากพิจารณาการใช้จ่ายงบดังกล่าวตามประเภทของการใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ พบว่าสัดส่วนรายจ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ งบการใช้จ่ายในการบริหารประเทศคิดเป็น 25.1% งบการใช้จ่ายเพื่อเศรษฐกิจ 20.4% งบใช้จ่ายเพื่อการศึกษา 20.4% งบใช้จ่ายเพื่อการสาธารณสุข 10.1% และงบใช้จ่ายเพื่อป้องกันประเทศ 8.2%
หากพิจารณาถึงสัดส่วนรายจ่ายของงบประมาณปี 2554 ก็พบว่าภายใต้กรอบการใช้เงินงบประมาณ 2.07 ล้านล้านบาทนั้น เป็นรายจ่ายประจำสูงถึง 1.66 ล้านล้านบาท คิดเป็น 80.3% ของบทั้งหมด
เหลือเป็นงบเพื่อการลงทุนเพียง 3.44 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 16.6% เท่านั้น
หากใช้งบจำนวนดังกล่าวในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ เนื่องจากงบส่วนนี้รัฐบาลจะนำไปใช้เพื่อการลงทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน
ดังนั้น ภาครัฐควรหาทางเพิ่มงบประมาณในส่วนของการลงทุนให้มากขึ้น โดยอาจเลือกแนวทางการปรับลดรายจ่ายประจำลงมา ด้วยการปรับลดขนาดของหน่วยงานภาครัฐ หรือยุบบางหน่วยงานเพื่อลดบุคลากรที่เป็นข้าราชการลงในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดรายจ่ายประจำของรัฐบาลลงมาให้เหลือเพียง 60% ของงบรายจ่ายประจำปี และนำไปเพิ่มให้กับงบเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้น
แนวทางที่สอง คือ ภาครัฐอาจเลือกใช้การปรับลดภาษีนิติบุคคลธรรมดา เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนไทยและต่างประเทศที่มีความต้องการขยายกิจการ เพื่อให้ภาคเอกชนลงทุนแทนภาครัฐ และสามารถมีรายได้จากการเก็บภาษีในรูปแบบอื่นๆ เพิ่มเติม
รวมถึงการใช้มาตรการภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม เช่น การจัดเก็บภาษีมรดก การจัดเก็บภาษีที่ดิน ให้มีผลในการจัดเก็บที่เป็นรูปธรรมเร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน จากการติดตามกรอบงบประมาณในครั้งนี้ พบว่าภาครัฐกลับไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อม หลังจากมีการจัดสรรงบเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมเพียง 0.2% จากงบประมาณทั้งหมด ทั้งที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้น และไทยเองก็ประสบปัญหาในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ทำให้โรงงานกว่า 60 แห่งต้องหยุดกิจการลงชั่วคราวจนกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน เนื่องจากไม่ได้ทำตามระเบียบของหน่วยงานที่ดูแลสิ่งแวดล้อมมาแล้ว
“
การใช้จ่ายเงินงบประมาณในเรื่องของการบริหาร เศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุข ดูเป็นเรื่องที่เหมาะสม ที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นในสังคม แต่เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเราเคยเกิดบทเรียนเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มาบตาพุดมาแล้ว กลับไม่ได้รับการจัดสรรงบในส่วนนี้ในการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ดีพอ จึงหวั่นเกรงว่าจากการขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแลสิ่งแวดล้อม และขาดงบประมาณในการดูแลอย่างจริงจัง ในอนาคตอาจเกิดปัญหาจนส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจการค้าการลงทุนอย่างเช่นกรณีมาบตาพุดขึ้นมาอีก” มนตรี กล่าวทั้งนี้ หากพิจารณาเนื้อในของงบประมาณปี 2554 จะพบว่าเป็นรายจ่ายประจำ 1.66 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15.9% เป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังถึง 3.03 หมื่นล้านบาท รายจ่ายลงทุน 3.44 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 60.7% รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 3.25 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 36.1%
หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ กระทรวงศึกษาธิการ 3.88 แสนล้านบาท งบกลาง 2.65แสนล้านบาท งบกระทรวงมหาดไทย 2.31 แสนล้านบาท กระทรวงการคลัง 2.09 แสนล้านบาท กระทรวงกลาโหม 1.7 แสนล้านบาท







