
เปิดสูตรเก็บภาษีบุคคลประเทศสมาชิกอาเซียน
การกำหนดนโยบายภาษีควรศึกษาว่าประเทศที่เกี่ยวข้องนั้นกำหนดการจัดเก็บภาษีบุคคลจากฐานเงินได้ของบุคคลดังกล่าวที่เกิดขึ้นทั่วโลก (Worldwide Basis) หรือเฉพาะฐานเงินได้ที่เกิดในประเทศผู้จัดเก็บภาษีเท่านั้น (Territorial Basis)
การกำหนดนโยบายภาษีควรศึกษาว่าประเทศที่เกี่ยวข้องนั้นกำหนดการจัดเก็บภาษีบุคคลจากฐานเงินได้ของบุคคลดังกล่าวที่เกิดขึ้นทั่วโลก (Worldwide Basis) หรือเฉพาะฐานเงินได้ที่เกิดในประเทศผู้จัดเก็บภาษีเท่านั้น (Territorial Basis)
ตอนนี้เรามารู้จักหลักเกณฑ์ที่ประเทศต่างๆ ใช้กำหนดภาระภาษีของบุคคล ซึ่งน่าจะช่วยให้เข้าใจได้ว่าบุคคลจะเสียภาษีจากฐานรายได้ส่วนไหน หรือเหตุการณ์ใดที่ทำให้บุคคลอาจมีภาระภาษีทั้งสองประเทศ
โดยทั่วไปหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการเก็บภาษีมีด้วยกัน 3 หลัก คือ หลักสัญชาติ (Nationality Rule) เป็นการเก็บภาษีจากพลเมืองหรือผู้ที่มีสัญชาติในประเทศเจ้าของสัญชาติ โดยไม่คำนึงถึงว่าบุคคลนั้นมีเงินได้ในประเทศดังกล่าวหรือไม่ กล่าวคือ การมีสัญชาติทำให้ต้องเสียภาษีแก่ประเทศที่ตนมีสัญชาติ ไม่ว่าขณะนั้นจะอยู่ที่ไหนหรือมีเงินได้จากที่ไหนก็ตาม ซึ่งน่าจะเหมาะกับประเทศที่มีสวัสดิการให้แก่พลเมืองเป็นอย่างดี เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา การดูแลคนว่างงาน เป็นต้น หลักเกณฑ์นี้มีใช้อยู่ไม่กี่ประเทศ แต่หนึ่งในนั้นคือ ฟิลิปปินส์ หากผู้มีสัญชาติฟิลิปปินส์ไปทำงานในประเทศอื่น มีเงินได้แม้จะไม่ใช่เงินได้ที่เกิดในฟิลิปปินส์ก็ตาม ก็สามารถอ้างสิทธิเก็บภาษีจากเงินได้จากพลเมืองของตนได้ตามหลักเกณฑ์นี้
หลักต่อมาคือ หลักถิ่นที่อยู่ (Resident Rule) การที่บุคคลมาอาศัยอยู่ในประเทศหนึ่งเป็นปกติโดยไม่ใช่พลเมืองของประเทศนั้น ไม่ได้เป็นผู้มีสัญชาติในประเทศที่ตนอาศัยอยู่ แต่การอาศัยอยู่เป็นปกติทำให้เป็น “ผู้มีถิ่นที่อยู่” ในประเทศนั้นได้ แต่ละประเทศมีหลักเกณฑ์พิจารณาว่าเมื่อไรจะถือเป็น “ผู้มีถิ่นที่อยู่” ในประเทศของตน เช่น ประเทศไทย ถ้าบุคคลใดอยู่ในประเทศไทย 180 วัน หรือมากกว่าในปีภาษีก็ถือว่าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
โดยส่วนใหญ่ประเทศในอาเซียนจะใช้เกณฑ์อยู่ที่ 180-183 วัน ใน 12 เดือน หรือในปีภาษี มีฟิลิปปินส์ที่กำหนดไว้ 2 ปี เป็นอย่างน้อย แต่ต้องเตือนไว้หน่อยว่าอาจมีหลักเกณฑ์อื่นๆ นอกจากจำนวนวัน เช่น อินโดนีเซีย หากอยู่ในอินโดนีเซียเกิน 183 วัน ใน 12 เดือน ก็จะถือว่ามีถิ่นที่อยู่ในอินโดนีเซีย แต่ถ้ามีการแสดงให้เห็นว่าตั้งใจมาพักอาศัยในอินโดนีเซีย ก็จะถือว่ามีถิ่นที่อยู่ในอินโดนีเซียแม้จำนวนวันจะยังไม่ถึง 183 วัน ใน 12 เดือนก็ตาม
นอกจากอินโดนีเซีย ก็มี กัมพูชา เวียดนาม ที่กำหนดปัจจัยอื่นๆ นอกจากจำนวนวันไว้ เป็นต้น ทั้งนี้หลักถิ่นที่อยู่ใช้ในการเก็บภาษีจากบุคคลที่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศของผู้เก็บภาษี โดยไม่คำนึงถึงว่าเงินได้ที่บุคคลนั้นได้รับจะเกิดจากแหล่งเงินได้ที่ใด ประเทศสมาชิกที่กำหนดการเก็บภาษีของบุคคลจากฐานเงินได้ทั่วโลกเมื่อเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศตน ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย เวียดนาม ทั้งนี้หากผู้มีเงินได้ไม่ใช่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศแล้ว โดยส่วนใหญ่ภาระภาษีของบุคคลดังกล่าวมักจะกำหนดด้วยหลักแหล่งเงินได้
หลักสุดท้าย คือ หลักแหล่งเงินได้ (Source Rule) คือหลักที่ประเทศผู้เก็บภาษีใช้อ้างสิทธิในการเก็บภาษีจากบุคคลผู้มีเงินได้เกิดขึ้นในประเทศของตน โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้มีเงินได้จะเป็นผู้มีสัญชาติหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศของผู้จัดเก็บภาษีหรือไม่ กล่าวคือ ภาระภาษีกำหนดจากแหล่งเงินได้ หรือพูดง่ายๆ คือเงินได้เกิดที่ประเทศไหน ประเทศนั้นก็มีสิทธิเก็บภาษีจากเงินได้ดังกล่าว
ประเทศในอาเซียนที่ใช้หลักนี้ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมทั้งไทย อย่างไรก็ดี บุคคลอาจจะมีภาระภาษีจากเงินได้ที่เกิดจากแหล่งนอกประเทศได้หากเข้าเงื่อนไขของแต่ละประเทศ เช่น กรณีประเทศไทยหากผู้มีเงินได้นำเงินจากแหล่งเงินได้นอกประเทศเข้ามาในประเทศไทย อาจจะต้องเสียภาษีไทยถ้าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย เป็นต้น
การที่แต่ละประเทศมีหลักเกณฑ์ในการเก็บภาษีเงินได้บุคคลที่ไม่เหมือนกัน โอกาสที่การจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อนก็เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะประเทศที่เก็บภาษีบุคคลจากฐานเงินได้ทั่วโลกตามหลักสัญชาติและหลักถิ่นที่อยู่
ยกตัวอย่าง พนักงานไทยไปทำงานที่เวียดนาม และเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในเวียดนามตามกฎหมายเวียดนาม เนื่องจากเวียดนามเก็บภาษีของผู้มีถิ่นที่อยู่ในเวียดนามตามฐานเงินได้ทั่วโลก เป็นผลให้พนักงานไทยต้องนำรายได้จากแหล่งนอกเวียดนามมาเสียภาษีในเวียดนามด้วย ก็อาจจะทำให้ต้องเสียภาษีในสองประเทศสำหรับเงินได้ก้อนเดียวกัน อย่างไรก็ดีความซ้ำซ้อนของการเสียภาษีอาจขจัดได้ด้วยอนุสัญญาฯ ภาษีซ้อนที่ประเทศต่างๆ ทำร่วมกันไว้ ผู้เขียนจะเขียนเรื่องอนุสัญญาฯ ในโอกาสต่อไป







