posttoday
ขายสินค้าให้รัฐ/องค์กรของรัฐ

ขายสินค้าให้รัฐ/องค์กรของรัฐ

11 กรกฎาคม 2557

ปัจจุบันหน่วยงานรัฐหรือองค์กรของรัฐได้มีการซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากภาคเอกชนเป็นจำนวนเงินที่มากพอควร หากเข้าไปดูในเว็บไซต์ของหน่วยงานต่างๆ จะพบว่ามีการประกาศซื้อสินค้าหรือว่าจ้างบริการต่างๆ จำนวนมาก งบประมาณเพื่อการลงทุนของหน่วยงานเหล่านั้นจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจในประเทศมีการจัดซื้อ จัดจ้าง ขายสินค้า เงินตราหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการมีงานทำของประชากร

ปัจจุบันหน่วยงานรัฐหรือองค์กรของรัฐได้มีการซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากภาคเอกชนเป็นจำนวนเงินที่มากพอควร หากเข้าไปดูในเว็บไซต์ของหน่วยงานต่างๆ จะพบว่ามีการประกาศซื้อสินค้าหรือว่าจ้างบริการต่างๆ จำนวนมาก งบประมาณเพื่อการลงทุนของหน่วยงานเหล่านั้นจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจในประเทศมีการจัดซื้อ จัดจ้าง ขายสินค้า เงินตราหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการมีงานทำของประชากร

หน่วยงานรัฐหรือองค์กรของรัฐมีมากมายหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคหรือต่างจังหวัดจะมีหน่วยงานส่วนท้องถิ่นที่มีสำนักงานอยู่ในตำบลแทบทุกตำบล งบประมาณที่หน่วยงานนั้นใช้ซื้อสินค้าหรือว่าจ้างบริการต่างๆ ก็เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่

สำหรับภาคเอกชนที่ขายสินค้าให้แก่หน่วยงานรัฐหรือองค์กรของรัฐ ไม่ว่าจะขายสินค้าโดยวิธีประมูลหรือวิธีอื่นใดก็ตาม จะมีภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรมาเกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานรัฐหรือองค์กรของรัฐที่เป็นผู้จ่ายเงินและเอกชนที่เป็นผู้ขายสินค้า

เงินได้พึงประเมินจากการขายสินค้านั้นเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร หน่วยงานรัฐหรือองค์กรของรัฐที่เป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ส่วนภาคเอกชนที่ขายสินค้านั้นมีภาษีเงินได้เกิดขึ้นแน่ๆ และถ้าหากเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะมีภาษีมูลค่าเพิ่มมาเกี่ยวข้องเมื่อขายสินค้านั้น สรุปภาษีที่เกี่ยวข้องได้ดังนี้

l ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย หน่วยงานรัฐหรือองค์กรของรัฐที่จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าให้แก่ผู้ขายสินค้าที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ของเงินที่จ่าย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และต้องเป็นการขายสินค้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จึงจะหักภาษี ณ ที่จ่าย (ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย หากเป็นการจ่ายเงินค่าซื้อพืชผลทางการเกษตร)

กรณีผู้ขายสินค้าเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทยหรือจากต่างประเทศ หากขายสินค้ามูลค่าตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป หน่วยงานรัฐหรือองค์กรของรัฐที่จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าจะหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1

ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้จากการขายสินค้า ผู้ขายสินค้าที่ถูกหักภาษีสามารถนำภาษีที่ถูกหักไว้มาหักออกจากภาษีต้องชำระเมื่อยื่นแบบเสียภาษีเงินได้ครึ่งปีหรือประจำปี กรณีที่ถูกหักภาษีไว้มากกว่าภาษีต้องชำระก็สามารถขอคืนภาษีโดยใช้แบบที่ยื่นเสียภาษีเงินได้ประจำปี เป็นคำร้องขอคืนภาษีได้เลย

l ภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ขายสินค้าให้หน่วยงานรัฐหรือองค์กรของรัฐ หากผู้ขายสินค้าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 (รวมภาษีที่จัดเก็บให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

ดังนั้น ผู้ขายสินค้าต้องดูให้ดีว่า วงเงินที่จัดซื้อ จัดจ้าง หรือการประมูลสินค้านั้น ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้วหรือยัง

กรณีผู้ขายสินค้าเป็นผู้ประกอบการต่างประเทศที่เข้ามาขายสินค้าในไทยเป็นการชั่วคราว โดยมิได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว หน่วยงานรัฐหรือองค์กรของรัฐที่จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการต่างประเทศ มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) ภายในวันที่ 17 ของเดือนถัดไปจากเดือนที่จ่ายเงินค่าซื้อสินค้า

เบื้องต้นคงทราบกันแล้วสำหรับผู้ประกอบการที่ขายสินค้าให้หน่วยงานรัฐหรือองค์กรของรัฐว่าต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ อย่างไร สวัสดีครับ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง