posttoday
จาก"ความสิ้นหวัง"ในชีวิตสู่ร้านซูชิชื่อดังเมืองผู้ดี

จาก"ความสิ้นหวัง"ในชีวิตสู่ร้านซูชิชื่อดังเมืองผู้ดี

10 กรกฎาคม 2557

โดยทั่วๆ ไปแล้ว ผู้ชายที่มีอายุ 40 ปี น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตลงหลักปักฐาน มีครอบครัวที่อบอุ่น และหน้าที่การงานที่มั่นคง

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

โดยทั่วๆ ไปแล้ว ผู้ชายที่มีอายุ 40 ปี น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตลงหลักปักฐาน มีครอบครัวที่อบอุ่น และหน้าที่การงานที่มั่นคง แม้ว่าอาจจะประสบกับความยากลำบากบ้าง แต่บุคคลเหล่านั้นก็ย่อมดีกว่าชายคนหนึ่งที่ชื่อ “ไซมอน วูดรอฟฟ์” ชายวัย 40 ปี จากแดนผู้ดีที่ออกจากงาน แถมด้วยการหย่าร้างกับคู่ชีวิตมาสดๆ ร้อนๆ จนทำให้เจ้าตัวต้องตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก

วูดรอฟฟ์เริ่มชีวิตการทำงานตั้งแต่มีอายุเพียง 16 ปี โดยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมเวที ก่อนจะมาทำงานในอุตสาหกรรมดนตรีในตำแหน่งผู้ออกแบบเวที ซึ่งเจ้าตัวได้ออกเดินทางไปทำงานทั่วสหรัฐ

ทว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชายคนนี้ตัดสินใจออกจากงานนี้เกิดขึ้นในปี 1985 ซึ่งบริษัทของวูดรอฟฟ์ได้เป็นผู้ออกแบบเวทีในคอนเสิร์ตเฟิร์สทเอด เป็นคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นเพื่อระดมทุนบริจาค โดยวูดรอฟฟ์ ระบุว่า งานดังกล่าวทำให้ได้เรียนรู้ว่าอุตสาหกรรมดนตรีนั้นหมุนด้วยเงิน และเริ่มเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความซึมเศร้าในขั้นต้น

หลังจากนั้นชายจากแดนผู้ดีคนนี้กลับตัดสินใจทำงานในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ ทว่าให้หลังเพียงไม่กี่ปี วูดรอฟฟ์ได้หย่าร้างกับภรรยาจนทำให้เป็นโรคซึมเศร้าและต้องออกจากงานในที่สุด

“เมื่อคุณรู้สึกแย่ คุณจะสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง และขาดความเคารพในตัวเอง ซึ่งผมจำเป็นต้องสู้เพื่อดึงตัวเองกลับมา” วูดรอฟฟ์ ในปัจจุบันวัย 62 ปี กล่าวกับบีบีซี

หลังจากที่ต้องต่อสู้กับตัวเองในภาวะที่ทั้งหดหู่และเงินค่อยๆ ร่อยหรอไปทีละนิด แต่เจ้าตัวไม่ต้องการกลับไปทำงานที่เคยทำมา ชายคนนี้ก็ได้พบกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่แนะนำว่าให้เปิด “ร้านซูชิสายพานแห่งแรกในอังกฤษ”

หลังจากที่ลองทำวิจัยก่อนเริ่มธุรกิจ เจ้าตัวก็ได้พบว่ามีร้านซูชิสายพานอยู่ในญี่ปุ่นราว 2,500 แห่ง และพบว่าในอังกฤษมีร้านซูชิสายพานแล้ว 1 แห่งทางตะวันออกของกรุงลอนดอน ทว่าร้านดังกล่าวมุ่งจับตลาดล่าง ซึ่งต่างจากร้านที่วูดรอฟฟ์ตั้งใจว่าจะให้ประสบการณ์ที่หรูหราและยอดเยี่ยมกับลูกค้า

ชายในวัยกลางคนก็ได้ขอสินเชื่อจำนวน 2 แสนปอนด์ (ราว 11 ล้านบาท) เพื่อตั้งร้าน ก่อนจะตั้งร้าน “โย! ซูชิ” ร้านแรกในเขตโซโห ในปี 1997 ทว่าในสัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่สองก็ทำเอาวูดรอฟฟ์ใจแป้วไม่น้อย เพราะแทบไม่มีคนเข้าร้านแม้แต่คนเดียว ก่อนที่จะเริ่มดีขึ้นหลังจากนั้นมา

“ตอนแรกผู้คนรู้สึกกลัวที่จะเข้ามา โดยพวกเขาเพียงแค่หยุดดูสายพานวิ่งไปมา เพราะตอนนั้นแทบไม่มีร้านซูชิในลอนดอนแม้แต่ที่เดียว ทว่าหลังจากนั้นทุกอย่างก็เริ่มขึ้น ซึ่งทุกอย่างนั้นเกิดมาจากการบอกปากต่อปาก” ผู้ก่อตั้ง โย! ซูชิ กล่าว

หลังจากที่เริ่มขยายสาขาแล้ว วูดรอฟฟ์ได้จ้าง โรบิน โรแลนด์ ผู้จัดการบริษัทเข้ามาเพื่อทำให้ธุรกิจมีเสถียรภาพ ซึ่งได้รับหน้าที่ขยายร้านซูชิให้ออกไปเปิดตามที่ต่างๆ จนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ โดยปัจจุบันโรแลนด์ยังเป็นประธานบริหารของ โย! ซูชิ แม้ว่าวูดรอฟฟ์ได้ขายธุรกิจออกไปเมื่อปี 2008 แล้ว ทว่าเจ้าตัวยังคงได้ส่วนแบ่ง 1% ของยอดขายทั้งหมดอยู่

จากชายที่ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าที่เริ่มทำธุรกิจร้านอาหารที่ใช้เวลาในการปลุกปั้นอยู่นาน วูดรอฟฟ์ก็สามารถดึงตัวเองกลับมา โดยมี โย! ซูชิ 70 สาขาทั่วสหราชอาณาจักรและทั่วโลก พร้อมกับกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ เพราะความพยายามที่ต้องการพาตัวเองให้หลุดพ้นจากความย่ำแย่

“หากมีคนถามผมว่า อะไรที่ทำให้ผมเริ่มทำ โย! ซูชิ ผมจะตอบว่า ‘ความหมดหวัง’” วูดรอฟฟ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ