posttoday
คาดเฟดขึ้นดอกเบี้ยปลายปี’58

คาดเฟดขึ้นดอกเบี้ยปลายปี’58

10 กรกฎาคม 2557

วันที่ 10 ก.ค.นี้ จะมีการรายงานผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ครั้งล่าสุดเมื่อ 17-18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะทำให้การพูดถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินมีความชัดเจนขึ้น และมีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นโลกอีกครั้งหนึ่ง

วันที่ 10 ก.ค.นี้ จะมีการรายงานผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ครั้งล่าสุดเมื่อ 17-18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะทำให้การพูดถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินมีความชัดเจนขึ้น และมีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นโลกอีกครั้งหนึ่ง

นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มจากโกลด์แมน แซคส์ เจพี มอร์แกน และธนาคารแห่งโตเกียว เริ่มกลับมาให้น้ำหนักต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐเร็วขึ้นจากเดิมไตรมาสแรกปี 2559 เป็นไตรมาส 3 ปี 2558

นอกจากนั้น บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส คาดว่าสหรัฐและอังกฤษน่าจะนำการขึ้นดอกเบี้ยแห่งแรกในกลุ่มพัฒนาแล้ว จากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังส่งสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยล่าสุดพบว่าตำแหน่งงานใหม่ในเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้น 1.71 แสนตำแหน่ง (มากกว่าคาดราว 6.7%) สูงสุดในรอบ 7 ปี โดยมาจากตำแหน่งงานในบริษัทก่อสร้างเป็นหลัก นับว่าสอดคล้องกับตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งมากขึ้น

อัตราการว่างงานเดือน มิ.ย. ลดลงมาเหลือ 6.1% แม้ว่าจะอยู่ในระดับที่ห่างไกลจากระดับปกติที่ 5.5% ในช่วงก่อนวิกฤตซับไพรม์ แต่ก็ถือว่าได้ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อได้ขึ้นมาแตะระดับ 2.1% ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน และเกินกว่าเป้าหมายที่ 2%

ทั้งนี้ คาดว่าสหรัฐน่าจะเป็นประเทศแรกในกลุ่มพัฒนาแล้วที่จะเริ่มใช้มาตรการเงินตึงตัว และน่าจะพร้อมๆ กับอังกฤษที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วสุดในยุโรป โดยพบว่าในงวดไตรมาสแรกปี 2557 ตัวเลขอัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) น่าจะอยู่ในระดับที่สูงถึง 3.1% ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.8% และ 2.7% ในงวดไตรมาส 3 ปี 2556 และไตรมาส 4 ปี 2556 ตามลำดับ

ขณะที่อัตราการว่างงานได้ลดลงต่อเนื่องจากระดับสูงสุด 8.37% ในต้นปี 2555 เหลือ 6.97% ในปัจจุบัน และเช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อยืนอยู่ที่ 1.5% ติดต่อกันมานาน 2 เดือน ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% จึงทำให้ตลาดเชื่อว่าอังกฤษจะเป็นอีกประเทศหนึ่งที่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 2558 ใกล้เคียงกับสหรัฐ

การเพิ่มเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในญี่ปุ่น มีความหวังน้อยลง การพลิกฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น (จากติดลบมาเป็นบวก) นับจากช่วงไตรมาส 2 ปี 2556 และจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับสามารถหลุดพ้นจากเงินฝืด กล่าวคือ เงินเฟ้อสามารถขึ้นจากติดลบ ยืนเหนือเป้าหมาย 2% ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน ทำให้อัตราเงินเฟ้อจากต้นปีจนปัจจุบันอยู่ที่ 2.6%

อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อได้ปรับตัวแรงขึ้นในช่วง 2 เดือนหลัง ซึ่งเป็นผลจากต้นทุนภาษีจ่าย ภายหลังจากการขึ้นภาษีขายจาก 5% เป็น 8% เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นนี้อาจจะเป็นอุปสรรคต่อกำลังซื้อของประชาชนในช่วงที่เหลือของปีนี้ (เพราะยังมิได้มีการปรับขึ้นค่าแรงงานชดเชย) ทำให้ทางธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงจะยืดการใช้มาตรการคิวอีที่กำหนดไว้ 6570 ล้านล้านเยน/ปี จากเป้าหมายที่กำหนดไว้ 101 ล้านล้านเยน/ปี พร้อมกับจะปรับลดภาษีนิติบุคคลที่จัดเก็บในอัตรา 35% ลงให้ต่ำกว่า 30% เป็นการชดเชยเรื่องภาษีดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. ที่ดัชนีลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,375 จุด จนถึงปัจจุบันที่ 1,507 จุด

ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นถึง 132 จุด หรือ 9.6% โดยเฉพาะในช่วง 10 วันทำการหลังสุดที่ดัชนีปรับขึ้นทุกวันถึง 3.9% จนทำให้สัดส่วนราคาต่อกำไรปัจจุบัน (Current P/E) พุ่งขึ้นมาถึง 15.9 เท่า หรือสัดส่วนราคาต่อกำไรที่คาดหวัง (Expected P/E) ที่ระดับ 15.36 เท่า

ทั้งนี้ ในช่วงเวลากว่า 1.5 เดือนที่ผ่านมา มีหุ้นหลายบริษัทที่ปรับขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้หลายหุ้นมีค่าสัดส่วนราคาต่อกำไรปัจจุบันเพิ่มขึ้นสูงมาก

เช่น บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ (IFEC) Current P/E 506 เท่า เพิ่มขึ้น 58% บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) Current P/E 285 เท่า เพิ่มขึ้น 29% บริษัท ทาทาสตีล (ประเทศไทย) หรือ TSTH Current P/E 261 เท่า เพิ่มขึ้น 21% บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) Current P/E 89 เท่า เพิ่มขึ้น 42% บริษัท กรุ๊ปลีส (GL) Current P/E 43 เท่า เพิ่มขึ้น 44% บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) Current P/E 35 เท่า เพิ่มขึ้น 50% บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) Current P/E 31 เท่า เพิ่มขึ้น 29% จึงมีความเสี่ยงที่หุ้นดังกล่าวจะปรับลดลงในระยะต่อไป

ดังนั้น จึงแนะนำให้นักลงทุนขายหุ้นแพงดังกล่าว และสลับกลับมาลงทุนในหุ้นที่ปรับขึ้นน้อยกว่าตลาด และมีค่า Expected P/E ไม่สูงมาก ได้แก่ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) เพิ่มขึ้น 2% Expected P/E 14 เท่า ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) เพิ่มขึ้น 2.2% Expected P/E 9.8 เท่า บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) เพิ่มขึ้น 0.7% Expected P/E 10.9 เท่า นอกจากนี้ยังได้ประเด็นหนุนจากการเป็นหุ้นปันผลเด่นในงวดไตรมาส 2 ปี 2557 อีกด้วย

ทั้งนี้ กระแสเงินทุนจากต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้ามาในภูมิภาคอีกครั้ง โดยที่เป็นการซื้อสุทธิถึง 26 จาก 29 วันหลังสุด ในขณะที่นักลงทุนกลุ่มนี้เริ่มกลับเข้ามาซื้อตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง (6 จาก 7 วันหลังสุด รวม 9,200 ล้านบาท) เช่นเดียวกับตลาดตราสารหนี้ที่ยังคงถูกซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 9 ราว 1,100 ล้านบาท (รวม 9 วัน ซื้อสุทธิ 4.9 หมื่นล้านบาท) คาดว่าในระยะสั้นต่างชาติจะยังคงซื้อสลับขายหุ้นไทยต่อไป หลังจากที่เทขายอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า และมีปัจจัยหนุนจากช่วงประกาศงบ

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล