
ญี่ปุ่นมั่นใจลงทุนไทย
เดินหน้าขยายธุรกิจเชื่อมประเทศเพื่อนบ้านแก้ปัญหาค่าจ้างสูงขาดแคลนแรงงาน
เดินหน้าขยายธุรกิจเชื่อมประเทศเพื่อนบ้านแก้ปัญหาค่าจ้างสูงขาดแคลนแรงงาน
เชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่นฟื้น ย้ำไทยฐานผลิต ห่วงการเมือง ค่าแรง ขาดแคลนแรงงาน
นายคิมิโนริ อิวามะ อัครราชทูตฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย เปิดเผยภายในงานสัมมนา Thailand+1 Strategy and Opportunities for Japanese Companies ว่า ขณะนี้สถานการณ์ในเมืองไทยดีขึ้นอย่างมากทั้งด้านการบริโภคภายในประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่น แต่ไทยยังมีปัจจัยลบที่สำคัญ ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ และปัญหาค่าแรง
ทั้งนี้ ผลสำรวจโดยองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร)พบว่า 73% ของนักลงทุนญี่ปุ่นกังวลเรื่องการขึ้นค่าแรงและการขาดแคลนแรงงาน ดังนั้นญี่ปุ่นจึงใช้ยุทธศาสตร์การลงทุน “ไทยแลนด์ พลัส วัน” ที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 โดยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นที่มีฐานการผลิตในไทยขยายธุรกิจไปประเทศเพื่อนบ้าน แล้วสร้างความเชื่อมโยงด้านการผลิตร่วมกับฐานการผลิตในไทย
“ประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตหลักของบริษัทญี่ปุ่น ขณะเดียวกันจะย้ายการผลิตบางส่วนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่นพม่า ลาว กัมพูชา ซึ่งจะเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมไฮเทคจากญี่ปุ่นมาลงทุนในไทยมากขึ้น” นายอิวามะ กล่าว
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า การที่ญี่ปุ่นจะขยายธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านของไทยเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นการใช้ประโยชน์จากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะในอนาคตไทยคงจะไม่มีอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น
ขณะเดียวกันนักลงทุนญี่ปุ่นจะได้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมบริการ อุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมสูง รวมทั้งมีการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพิ่มเติมได้
สำหรับขณะนี้ภาคธุรกิจค่อนข้างมั่นใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการเมืองเรียบร้อยและราบรื่น ไม่มีความรุนแรง ความเชื่อมั่นจึงกลับมาได้เร็ว ซึ่งจากการพบปะกับนักลงทุนล้วนมีความหวังร่วมกันที่ต้องการสื่อถึงผู้มีอำนาจบริหารประเทศตอนนี้ว่า ให้ใช้โอกาสเปลี่ยนแปลงประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การแก้กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชั่น
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า แนวโน้มการส่งเสริมการลงทุนช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากสถานการณ์การเมืองคลี่คลาย ส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น บีโอไอจึงคงเป้าหมายขอรับส่งเสริมลงทุนที่ 7 แสนล้านบาท โดยครึ่งปีแรกมียอดขอรับส่งเสริมแล้วกว่า 3 แสนล้านบาท แต่ต้องจับตาสถานการณ์ช่วง 3 เดือนข้างหน้าอีกครั้งก่อนปรับประมาณการ
“ขณะนี้สถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายไปในทิศทางที่ดี โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนโครงการลงทุนต่างๆ ให้เดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นต่างชาติจึงมีความเชื่อมั่น แต่อาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนได้อย่างเต็มที่”นายอุดม กล่าว
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนญี่ปุ่นยังต้องการให้ทางการไทยแก้ไขกฎระเบียบ เพื่อให้การลงทุนมีความสะดวกมากขึ้น อาทิ การขอใบอนุญาตทำงานและการขอวีซ่า ซึ่งบีโอไอได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด







