
รู้อีกนิด เลือกไม่ผิดกอง
คุณใช้อะไรในการเลือกกองทุนรวม? คนส่วนใหญ่ดู “ผลตอบแทน” กองทุนรวมบางประเภทกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะลงทุนในอะไรบ้าง และจะถือไปนานแค่ไหน กองทุนรวมเหล่านี้อาจจะบอก “ผลตอบแทนในอนาคต” ให้พอเห็นเป็นเค้าลางได้
คุณใช้อะไรในการเลือกกองทุนรวม? คนส่วนใหญ่ดู “ผลตอบแทน” กองทุนรวมบางประเภทกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะลงทุนในอะไรบ้าง และจะถือไปนานแค่ไหน กองทุนรวมเหล่านี้อาจจะบอก “ผลตอบแทนในอนาคต” ให้พอเห็นเป็นเค้าลางได้
แต่กองทุนรวมส่วนใหญ่ไม่สามารถบอกผลตอบแทนในอนาคตได้เพราะมีความไม่แน่นอนสูง หลายคนที่สนใจจะลงทุนจึงต้องไปหา “ผลตอบแทนในอดีต” มาดู
เห็นผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ของกองทุน A เท่ากับ 18% ในขณะที่กองทุน B เท่ากับ 15% คุณจะตัดสินใจเลือกกองทุน A ทันทีหรือเปล่า?
แม้จะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีมืออาชีพดูแลให้ แต่การเลือกลงทุนโดยดูเพียงผลตอบแทนอย่างเดียวคงไม่ดีพอ เพราะมีโอกาสที่จะลงทุนในกองทุนที่เสี่ยงสูงกว่าที่คุณยอมรับได้
“ดูความเสี่ยง” คำนี้ได้ยินกันบ่อย หมายถึงความผันผวนของผลตอบแทนที่แกว่งขึ้นแกว่งลงจากค่าเฉลี่ย ยิ่งแกว่งแรง ความผันผวนก็มาก ซึ่งเราควรนำความผันผวนมาพิจารณาร่วมกับผลตอบแทนด้วย เช่น ถ้ากองทุนที่กำลังเล็งอยู่ ในอดีตที่ผ่านมามีความผันผวนมาก และเรามีระยะเวลาลงทุนไม่นานมาก ไม่สามารถรอให้ NAV ฟื้นคืนกลับมาได้ กองทุนนี้ก็ไม่น่าจะเหมาะกับเรา เป็นต้น
มีวิธีในการเลือกกองทุนรวมที่มีผลงานดีกว่า ด้วยการวัด “ผลตอบแทนเทียบกับความผันผวน” (RiskAdjusted Return) เพื่อดูว่าผลตอบแทนที่เคยได้รับต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงเป็นเท่าไร หรือที่เรียกว่า “ค่า Sharpe Ratio”
จากตัวเลขในตารางทำให้เห็นว่า ถ้าเราดูแต่ผลตอบแทน กองทุน A ที่ให้ผลตอบแทน 18% จะน่าสนใจกว่ากองทุน B แต่หากดูความคุ้มค่าของผลตอบแทนต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงแล้วจะพบว่า กองทุน B กลับมีความน่าสนใจมากกว่า เพราะผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงของกองทุน B อยู่ที่ 0.85 เท่า ซึ่งมากกว่าที่กองทุน A ทำได้
ดังนั้น เมื่อคุณได้เลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะกับความสามารถในการรับความเสี่ยงและมีผลงานเข้าตาสัก 35 กองทุน ก็สามารถใช้ Sharpe Ratio มาช่วยคัดกรองอีกชั้นหนึ่งเพื่อตัดสินใจลงทุนต่อไป
“ตามหา Sharpe Ratio ได้ที่ไหน”: เข้าไปที่ www.morningstarthailand.com ดูที่กล่อง “เครื่องมือช่วยการลงทุน” คลิก “เปรียบเทียบกองทุน” จากนั้นใส่ชื่อกองทุนรวมที่ผ่านการกรองในชั้นแรกมาแล้วลงไปทีละช่อง จะปรากฏข้อมูลเปรียบเทียบกองทุนรวม ดูในหัวข้อ Volatility (ความผันผวนหรือความเสี่ยงจากการลงทุน) แล้วดูที่ค่า 3Yr Sharpe Ratio (เป็นการคำนวณ Sharpe Ratio 3 ปี) ซึ่งบอกว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กองทุนรวมใดให้ผลตอบแทนสูงสุดเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่เท่ากัน ซึ่งจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
นอกจากความเสี่ยงแล้ว ยังมี “ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย” ซึ่งเป็นต้นทุนของการลงทุนในกองทุนรวมที่หลายคนละเลย เพราะเข้าใจ (ผิด) ว่าเป็นเงินเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเล็กน้อยนี้สามารถส่งผลต่อเงินลงทุนของคุณได้ไม่น้อยเลย
ลองดูตัวอย่างนี้ค่ะ มีกองทุนรวม 2 กอง คือ กองทุน A และกองทุน B กองทุนรวมทั้งสองสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีได้ 10% เหมือนกัน แต่กองทุน A คิดค่าธรรมเนียม 2% ต่อปี ในขณะที่กองทุน B คิดค่าธรรมเนียม 1% ต่อปี ต่างกันเพียงปีละ 1% เท่านั้น หากคุณลงทุน 10,000 บาท ผ่านไป 20 ปี มูลค่าเงินลงทุนกลับต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ
ทั้งสองปัจจัยที่ว่ามานี้มีผลต่อการลงทุนในกองทุนรวมของคุณ และเป็นสิ่งที่ไม่เกินความสามารถที่จะหาข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ บางทีเราซื้อโทรศัพท์มือถือที่ใช้เงินน้อยกว่า เรายังศึกษามากกว่านี้ หรือไม่ก็ซื้อรุ่นที่เขากำลังฮิต และซื้อกองที่กำลังฮอต (ด้วยการทำการตลาด) ไปเสียเลย ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้องอยู่ดีค่ะ
“ก.ล.ต.อยากให้คนไทยลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง”







