posttoday
ดีลเทกโอเวอร์ (ตอน2)

ดีลเทกโอเวอร์ (ตอน2)

09 กรกฎาคม 2557

สัปดาห์ก่อนผมเขียนถึงเรื่องดีลเทกโอเวอร์ มีผลตอบรับค่อนข้างดีจากโซเชียลมีเดียของผม ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก (www.facebook. com/VI.Kitichai) หรือบล็อก (http://kitichai1.blogsPOT.com) ซึ่งมียอดเข้าชมมากพอสมควร

สัปดาห์ก่อนผมเขียนถึงเรื่องดีลเทกโอเวอร์ มีผลตอบรับค่อนข้างดีจากโซเชียลมีเดียของผม ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก (www.facebook. com/VI.Kitichai) หรือบล็อก (http://kitichai1.blogsPOT.com) ซึ่งมียอดเข้าชมมากพอสมควร

สัปดาห์นี้เลยมาต่อกันในดีลเทกโอเวอร์อื่นๆ ตามสัญญาครับ ดีลที่น่าสนใจและเป็นดีลที่ทำให้หลายๆ คนกลายเป็นเศรษฐีหรืออภิมหาเศรษฐีก็คือ ดีลบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เทกโอเวอร์ HNC (บริษัท Health Net Work) ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาลในกลุ่มพญาไทและเปาโล ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ คุณวิชัย ทองแตง ราชานักเทกโอเวอร์ที่เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับนักลงทุนในยุคนี้

ดีลนี้ทำกันเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2553 โดยใช้วิธีแลกหุ้นกัน BGH เพิ่มทุนจดทะเบียน โดยออกหุ้นสามัญใหม่ 230.87 ล้านหุ้น โดยตีมูลค่าหุ้น BGH ที่ 37.75 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดในขณะนั้น บวกกับเงินสดอีก 680 ล้านบาท เพื่อไปแลกซื้อหุ้น HNC อนึ่ง บริษัท HNC เป็นบริษัทที่ถือหุ้น 49.17% ของบริษัท ประสิทธิ์พัฒนา ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และเป็นผู้บริหารในกลุ่มโรงพยาบาลพญาไท (และถือหุ้น 100%) ในโรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน 88.73% ใน รพ.เปาโล สมุทรปราการ 80.72% ใน รพ.เปาโล โชคชัย 4 และ 99.70% ใน รพ.เปาโล นวมินทร์

ก่อนจะมีการเทกโอเวอร์ครั้งนี้ BGH ก็ถือหุ้นอยู่ในบริษัท ประสิทธิ์พัฒนา อยู่แล้ว 19.47% หลังการเทกโอเวอร์ ทำให้ BGH กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ คือถือถึง 68.84% ทำให้ต้องตั้งโต๊ะทำ Tender Offer ตามกฎตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จากนักลงทุนรายย่อย ทำให้โรงพยาบาลกรุงเทพกลายเป็นเครือโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นที่ 2 ในเอเชียแปซิฟิก

นอกจากโรงพยาบาลกรุงเทพซึ่งมีสาขามากมายทั่วไทย แล้วยังมีโรงพยาบาลสมิติเวช (ปัจจุบัน BGH ถือ 95.70% BNH (BGN ถือหุ้น 88.30%) รพ.วัฒโนสถ (บำบัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง) และกลุ่ม รพ.พญาไท และ รพ.เปาโล ที่เทกโอเวอร์มาจาก HNC จนปัจจุบันเครือโรงพยาบาลกรุงเทพมีโรงพยาบาลในเครือ 31 แห่ง

เมื่อผนวกโรงพยาบาลสนามจันทร์อีก 3 แห่ง ที่กำลังอยู่ระหว่างการควบรวม และอีก 9 แห่งที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง รวมเป็น 43 แห่ง เมื่อสร้างเสร็จและมีแผนจะขยายจำนวนโรงพยาบาลในเครือให้เพิ่มขึ้นเป็น 50 แห่งในปีหน้า คาดหวังว่าจะมีผู้ป่วยนอนเพิ่มเป็น 3 หมื่นคน/วัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.2 หมื่นคน/วัน ทำให้ BGH มี Economy of Scale ค่าใช้จ่ายต่างๆ ต่อคนไข้ 1 รายจะลดลง ต้นทุนการสั่งเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรคต่างๆ ก็จะถูกกว่าโรงพยาบาลอื่นๆ

ยิ่งทาง BGH กำลังนำระบบ BExchange ซึ่งจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านเวชระเบียนเข้ามาใช้ระหว่างโรงพยาบาลในเครือ ทำให้การส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลในเครือทำได้ง่ายขึ้น คุณหมอโรงพยาบาลปลายทางสามารถอ่านผลการรักษาต่อเนื่องจากคุณหมอจากโรงพยาบาลต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นคำวินิจฉัยอาการของโรคและชนิดของยา หรือวิธีการบำบัดโรคที่ได้ทำไปแล้ว ยิ่ง BGH มีศูนย์รักษาโรคเฉพาะทางอยู่หลายด้านด้วยแล้ว ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อคนไข้เป็นอย่างมาก ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการวินิจฉัยซ้ำซ้อน และลดความผิดพลาดทางการรักษาได้เป็นอย่างดี

ส่งผลทำให้ราคาหุ้น BGH ที่เดิมเคยอยู่ที่ราคา 30 กว่าบาท กระโดดขึ้นมา 170 กว่าบาท (มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท ในสมัยนั้น แต่ปัจจุบันพาร์ = 0.10 บาท) ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเกือบ 500% ภายในเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น เพราะว่านักลงทุนชอบกลุ่มการแพทย์อยู่แล้ว โดยพี/อีที่ซื้อขายกันของหุ้นในกลุ่มนี้อยู่ที่ 2030 กว่าเท่า หุ้น BGH เป็นหุ้นที่นักลงทุนยอมจ่ายค่าพี/อีในระดับที่สูงถึง 30 กว่าเท่า คงจะเป็นเพราะว่าชอบนโยบายการลงทุนแบบควบกิจการที่ทาง BGH ทำอยู่ และการขยายสาขาของโรงพยาบาลในเครือไปยังจังหวัดต่างๆ ที่มีกลุ่มคนไข้เป้าหมายมากพอ

รวมทั้งขยายตัวในรูปของคลินิกเพื่อรักษาพยาบาลโรคที่ไม่ซับซ้อน หรือเพื่อจะส่งต่อคนไข้ไปโรงพยาบาลใหญ่อีกต่อหนึ่ง ดีลการควบรวมครั้งนั้นทำให้ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และคุณวิชัย ทองแตง ติดอันดับ 1 ใน 20 ของอภิมหาเศรษฐีเมืองไทยของ Forbes Magazine ทั้งๆ ที่ในอดีตไม่เคยอยู่ใน 10 อันดับแรกนี้มาก่อน และพลอยทำให้นักลงทุนหุ้นคุณค่าหลายๆ ท่านล่ำซำขึ้นมาอักโขเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่ากำไรของ BGH หลังจากที่ทำดีลดังกล่าว กำไรจากปี 2553 อยู่ที่ 2,295 ล้านบาท กระโดดมาที่ 4,386 7,937 และ 6,261 ล้านบาท สำหรับปี 2554 2555 และ 2556 ตามลำดับ (ปี 2556 ผลประกอบการไม่ค่อยน่าประทับใจ

เราต้องมาดูกันต่อไปว่า ผลประกอบการปี 2557 และปีต่อๆ ไปจะดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร โชคดีตรงที่ปลายปีหน้าเราจะเริ่มเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว BGH และบริษัทอื่นๆ คงได้อานิสงส์ไม่มากก็น้อยครับ แต่ราคาหุ้น BGH ในขณะนี้จะถูกหรือแพง ผมคงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์และนักลงทุนพิจารณาตัดสินกันเองนะครับ (หุ้นดีแต่แพงก็ไม่น่าซื้อนะครับ)

สำหรับพอร์ตลงทุนของผมในส่วนที่เก็งกำไร ช่วงนี้ผมจะพยายามลดการลงทุนในส่วนนี้ลง แต่จะยังคงพอร์ตที่ถือระยะยาวไว้เหมือนเดิม ซึ่งผมคาดว่าเราน่าจะเห็นการปรับตัวลงในระดับร่วมร้อยจุดภายในเดือน ก.ค. หรือ ส.ค.นี้ ส่วนดีลเทกโอเวอร์กรณีรสากับสิงห์ และกรณีบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) ถ้าผลตอบรับดี ผมจะมาเขียนถึง 2 ดีลนี้ในโอกาสหน้าครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท