
แนะอาเซียนลงทุนข้ามชาติ
ชี้ช่วยยกระดับมูลค่าการค้าในภูมิภาคภาครัฐไทยต้องช่วยผลักดันรายย่อย
ชี้ช่วยยกระดับมูลค่าการค้าในภูมิภาคภาครัฐไทยต้องช่วยผลักดันรายย่อย
อดีตเลขาธิการอาเซียนชี้รายย่อยอาเซียนยังขาดการลงทุนระหว่างกัน
สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ให้สัมภาษณ์ระหว่างงานประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อาเซียน อินเตอร์เนชันแนล คอนเฟอร์เรนซ์ เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ระบุว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยังขาดแคลนการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งถ้าหากมีการส่งเสริมให้เอสเอ็มอีมีการลงทุนระหว่างกันแล้ว จะเป็นปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนมูลค่าการค้าภายใน 10 ประเทศอาเซียนด้วยกัน
สุรินทร์ ระบุว่า ตัวเลขการค้าระหว่าง 10 ชาติในอาเซียนด้วยกันเองสัดส่วนยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 25% เท่านั้น ในขณะที่มูลค่าอีก 75% ชาติในอาเซียนทำการค้ากับต่างประเทศ ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าอาเซียนยังพึ่งพาชาติอื่นๆ มากกว่าพึ่งพาชาติเพื่อนบ้านในภูมิภาค
จากประเด็นเรื่องการพึ่งพาการค้าจากต่างประเทศนั้น สุรินทร์ มองว่า อาเซียนควรจะยกระดับให้อยู่ในระดับที่เป็นมากกว่าเป็นเพียงกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยวิธีการดังกล่าวก็คือ การที่อาเซียนต้องพึ่งพาตนเองผ่านการผลิตเพื่ออาเซียนและคนในอาเซียนเป็นผู้บริโภค เนื่องจากขณะนี้อาเซียนยังเป็นฐานการผลิตให้ต่างชาติมากกว่าจะผลิตเพื่อให้คนในภูมิภาคบริโภคเอง ซึ่งหากอาเซียนไม่สามารถเอาชนะความท้าทายนี้ได้ อาเซียนก็จะเป็นได้เพียงประเทศตลาดเกิดใหม่ตลอดไป
ขณะเดียวกัน อดีตเลขาธิการอาเซียน ระบุว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยยังขาดความตระหนักรู้ในเรื่องการเข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเกิดขึ้นในปลายปีหน้า ซึ่ง สุรินทร์ ได้แนะนำว่า ทางภาครัฐควรจะมีการส่งเสริมและผลักดันให้ภาคเอสเอ็มอีเข้าใจ ตระหนักถึงการเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน และส่งเสริมให้เอสเอ็มอีไทยไปลงทุนในต่างประเทศให้มากขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการค้าที่เพิ่มมากขึ้น ประเทศในอาเซียนควรจะมีการตั้งเป้าหมายตัวเลขที่ชัดเจนในการเพิ่มสัดส่วนการค้าในภูมิภาคให้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มสัดส่วนการค้าด้วยกันใน 10 ชาติอาเซียนให้ได้ 30% ภายในปี 2020 เป็นต้น และค่อยๆ ขยับตัวเลขดังกล่าวให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ







