
เชื่อมั่นอย่างเดียวไม่พอ
ปี 2557 เข้ามาครึ่งปีแล้ว หลังจากผ่านปัญหาวิกฤตการเมืองวุ่นวายจนไปฉุดภาคเศรษฐกิจให้ทรุดตัว ที่เหลือของปีคงเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายนอก ทั้งเศรษฐกิจคู่ค้ายังอยู่ในสภาวะชะลอตัวและปัญหาด้านการค้ามนุษย์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นกระทบกับการส่งออก
ปี 2557 เข้ามาครึ่งปีแล้ว หลังจากผ่านปัญหาวิกฤตการเมืองวุ่นวายจนไปฉุดภาคเศรษฐกิจให้ทรุดตัว ที่เหลือของปีคงเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายนอก ทั้งเศรษฐกิจคู่ค้ายังอยู่ในสภาวะชะลอตัวและปัญหาด้านการค้ามนุษย์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นกระทบกับการส่งออก
ขณะเดียวกัน ปัจจัยกำลังซื้อภายในประเทศยังอยู่ในช่วงทรงตัว ซึ่งเป็นความคาดหวังของประเทศต่อการเข้ามาแก้ปัญหาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สะท้อนจากความเชื่อมั่นของประชาชนว่า การเมืองนิ่งและนำมาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและรัฐบาลใหม่จะเข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมโดยเฉพาะปัญหาข้าว ยางพารา และราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำต่อเนื่องมาเป็นปีแล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติก็เชื่อมั่นและฝากความหวังว่า คสช.จะเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจจนตัวเลขดัชนีเชื่อมั่นที่ออกมาล้วนเป็นบวก
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นเพียงอย่างเดียว เพราะเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนและเม็ดเงินที่จะลงเข้าไปในภาคเศรษฐกิจจริง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากนี้ไปยังมีความเสี่ยงและมีความน่าเป็นห่วง เพราะตัวเลขกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาออกมาถดถอยทั้งสิ้น เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกติดลบ 0.6% และไตรมาสสองอาจขยายตัวติดลบ 0.4% ส่วนที่บางหน่วยงานออกมาคาดการณ์ว่าทั้งปีเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้มากกว่า 2.2-2.5% คงต้องติดตามต่อไป
ด้านการส่งออกของประเทศในช่วง 5 เดือนแรกของปีหดตัว 1.2% คาดว่าทั้งปีอาจขยายตัวได้ต่ำกว่า 1.0% ภาคส่งออกซึ่งถือเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย เพราะมีสัดส่วนอยู่ในภาคเศรษฐกิจมากที่สุด เมื่อส่งออกชะลอตัวก็ฉุดภาคนำเข้า เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมนำเข้าหดตัวติดลบ 14% กระทบต่อเนื่องไปถึงการหดตัวของรายได้ภาคเกษตร
นอกจากนี้ ด้านการจับจ่ายใช้สอยสินค้าของประชาชนมีการชะลอตัว โดยช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ลดลง 3% ตัวเลขของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารหดตัว 2.7% ดัชนีค้าปลีกค้าส่งหดตัว 0.5% และดัชนีของอุตสาหกรรมยานยนต์ติดลบ 37% แสดงให้เห็นว่าขาดสภาพคล่องของระบบการเงินทั้งภาคธุรกิจและประชาชน สะท้อนได้จากหนี้ครัวเรือนในไตรมาสแรกคิดเป็น 82.4% ของจีดีพี
ตรงกันข้ามการขยายตัวของสินเชื่อสถาบันการเงินกลับลดลง เนื่องจากระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ตัวเลขสินเชื่อบัตรเครดิตและลิสซิ่งส่วนบุคคลกลับขยายตัวถึง 20% ซึ่งหากรัฐบาลต้องการจะให้การบริโภคของประชาชนเพิ่มขึ้น จะต้องมีเม็ดเงินจริงเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจและอย่ามีมาตรการใดๆ ที่จะเพิ่มภาระให้กับประชาชน เช่น การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ควรชะลอไว้ก่อนหากดำเนินการในช่วงนี้จะเป็นการเพิ่มภาระให้ประชาชนและต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ
ดัชนีที่สำคัญซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาวะเศรษฐกิจคือการหดตัวของกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน พ.ค.ในภาพรวมหดตัว 3.9% ส่งผลต่อกำลังการผลิตโดยเฉลี่ยของการผลิตอยู่ที่ 60.7% ของกำลังการผลิตทั้งหมด อีกทั้งตัวเลขการลงทุนของเอกชนก็ขยายตัวติดลบถึง 7.3% ในด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างในช่วงไตรมาสแรกหดตัว 12.4% เป็นการหดตัวทั้งอาคารแนวราบและอาคารชุด
เท่าที่เจียระไนมานี้ผมอ่านเองก็เหนื่อยและเอาใจช่วย คสช.ให้แก้ปัญหาให้ได้
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางบวกก็มี เช่น การที่ คสช.ต่ออายุไม่ปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีบุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคลไปจนถึงปลายปีหน้า การออกสินเชื่อชาวนาให้กู้รายละ 5 หมื่นบาท ดอกเบี้ยอัตราต่ำ รวมถึงการออกสินเชื่อเพื่อให้เกษตรกรชะลอการขายข้าวเปลือก และการจ่ายหนี้ค้างจ่ายชาวนาให้ได้หมดในเร็วๆ นี้ มีส่วนช่วยภาคเศรษฐกิจแต่เม็ดเงินยังไม่มากพอที่จะไปกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศเพื่อทดแทนตัวเลขส่งออกและตัวเลขภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งหดตัว
ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังคงพึ่งเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นอย่างเดียวคงไม่พอเพราะจับต้องไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้จริงนะครับ
(สนใจดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook. com/tanit.sorat)







