
บตท.ออกตราสารหนี้4พันล.
บตท.ออกตราสารหนี้ 3,500-4,000 ล้านบาท ขาย ส.ค.-ก.ย.นี้ ตุนเงินซื้อสินเชื่อบ้าน 1.3 หมื่นล้าน
บตท.ออกตราสารหนี้ 3,500-4,000 ล้านบาท ขาย ส.ค.-ก.ย.นี้ ตุนเงินซื้อสินเชื่อบ้าน 1.3 หมื่นล้าน
นางพรนิภา หาชัยภูมิ กรรมการและผู้จัดการ บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เปิดเผยว่า บตท.เตรียมจะออกตราสารหนี้ที่มีพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยค้ำประกัน (เอ็มบีเอส) ประมาณเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ วงเงินประมาณ 3,500-4,000 ล้านบาท อายุ 5 ปี โดยมีธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารออมสิน เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและตัวแทนจัดจำหน่าย
“ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะมีธนาคารพาณิชย์และบริษัทเอกชนออกหุ้นหรือตราสารหนี้ ก็ไม่กระทบกับการออกตราสารเอ็มบีเอสของ บตท. และเชื่อมั่นว่าการออกตราสารเอ็มบีเอสนี้ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนประเภทสถาบันและบริษัทประกันชีวิต ที่มีความต้องการลงทุนในเอ็มบีเอสของ บตท. เนื่องจากเอ็มบีเอสของ บตท.ไม่มีความเสี่ยงและมีหลักทรัพย์เป็นสินเชื่อบ้านมาค้ำประกัน รวมทั้งสามารถที่จะซื้อขายเปลี่ยนมือได้ในตลาดรองตราสารหนี้” นางพรนิภา กล่าว
นางพรนิภา กล่าวว่า บตท.จะนำเงินมาลงทุนซื้อพอร์ตสินเชื่อบ้านจากธนาคารพาณิชย์ที่ปีนี้ตั้งเป้าหมายจะซื้อจำนวน 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับธนาคารพาณิชย์ 4 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย เกียรตินาคิน ทิสโก้ ที่จะรับซื้อพอร์ตสินเชื่อบ้านในปีนี้ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท
ปัจจุบัน ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2557 มีพอร์ตสินเชื่อบ้านประมาณ 5,300 ล้านบาท และแนวโน้มคาดว่ามีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งจะขายพอร์ตสินเชื่อบ้านออกมามากขึ้น เนื่องจากธนาคารพาณิชย์จะต้องตั้งสำรองตามกฎบาเซิล 3 เพื่อลดภาระการตั้งสำรอง ทั้งนี้คาดว่าปี 2558 จะมีการรับซื้อพอร์ตสินเชื่อบ้านประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา บตท.ได้รับเงินเพิ่มทุน 130 ล้านบาท และในปี 2558 มีแผนที่จะขอเงินเพิ่มทุนอีก 1,000 ล้านบาท ขณะนี้กระทรวงการคลังชะลอแผนการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้งหมดไว้ก่อนและจัดทำงบประมาณอย่างระมัดระวัง ดังนั้น บตท.อาจจะมีการทบทวนเป้าหมายบ้างเล็กน้อย เพราะถ้าไม่มีเงินเพิ่มทุน จะกระทบต่อเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส)
“ปัจจุบัน บตท.มีบีไอเอสอยู่ที่ 13% และหากซื้อสินเชื่ออีก 1.3 หมื่นล้านบาท จะทำให้เงินกองทุนบีไอเอสอยู่ที่ 8.5% ในขณะที่กระทรวงการคลังมีนโยบายให้สถาบันการเงินของรัฐจะต้องมีเงินกองทุนบีไอเอสไม่ต่ำกว่า 10%” นางพรนิภา กล่าวในขณะที่ตามกฎกระทรวงกำหนดให้เงินกองทุนบีไอเอสไม่ต่ำกว่า 5 %







