posttoday
ยังแนะนำซื้อCPN-BEC-MAJOR

ยังแนะนำซื้อCPN-BEC-MAJOR

26 พฤษภาคม 2553

แนะนำให้ “ทยอยซื้อสะสม” ส่วนภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวได้หลังจากที่ความไม่สงบทางการเมืองสิ้นสุดลง

แนะนำให้ “ทยอยซื้อสะสม” ส่วนภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวได้หลังจากที่ความไม่สงบทางการเมืองสิ้นสุดลง

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ห้างสรรพสินค้าที่บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บริหาร และกลุ่มสื่อ 2 บริษัทคือ บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) และบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) แต่นักวิเคราะห์ยังแนะนำให้ซื้อหุ้นเหล่านี้สะสม

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ถูกวางเพลิงเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 ซึ่งห้างสรรพสินค้าแห่งนี้เป็นหนึ่งใน 15 ศูนย์การค้าของ CPN และเป็นห้างหลักของบริษัทที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ และมีพื้นที่ใหญ่ที่สุด โดยมีสัดส่วน 23% ของพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าของ CPN

ยังแนะนำซื้อCPN-BEC-MAJOR

ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต คาดว่าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์จะสร้างรายได้และกำไรปกติให้ CPN ประมาณ 16% ของรายได้รวม และ 8% ของกำไรปกติรวมปีนี้ และเคยคาดว่าจะปิดให้บริการเพียง 2 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. แต่เพราะได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ การกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งน่าจะเลื่อนออกไปหลายเดือนหรืออาจเป็นปี ความเสียหายอาจจะมากกว่าพื้นที่ที่ถูกเพลิงไหม้

พื้นที่ที่ถูกเพลิงไหม้นั้นครอบคลุมไปถึงห้างสรรพสินค้า ZEN ซึ่งส่วนใหญ่แล้วบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เป็นเจ้าของ และ CPN เป็นเจ้าของเพียง 18,000 ตารางเมตร ขณะที่ฝั่งพลาซาได้รับความเสียหายบางส่วน โดยพื้นที่พลาซาทั้งหมด 6 โซน (A-F) มีเพียงโซน A และบางส่วนของโซน E เท่านั้นที่ได้รับความเสียหาย พื้นที่ที่ถูกเพลิงไหม้คิดเป็น 25-33% ของพื้นที่ทั้งหมดของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ 187,028 ตารางเมตร

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายอาจจะมีจำนวนมากกว่าที่เห็น หากโครงสร้างและฐานรากได้รับความเสียหาย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญต้องใช้เวลาสักระยะในการประเมินความเสียหาย

กรณีเลวร้ายสุด ส่วนของผู้ถือหุ้นจะลดลง 36%

นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต คาดว่ามูลค่าทางบัญชีของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์อยู่ที่ 7,000 ล้านบาท หากสินทรัพย์ถูกลดมูลค่าทั้งหมดจะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 36% หรือ 3.20 บาท/หุ้น และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิของ CPN จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.07 เท่า จากปัจจุบันที่ 0.69 เท่า เนื่องจากข้อกำหนดของบริษัท (Debt Covenant) กำหนดให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิอยู่ที่ 1.75 เท่า การเพิ่มทุนจึงอาจไม่จำเป็น แต่โครงการในอนาคตบางโครงการอาจจะล่าช้าออกไป

อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถเคลมค่าเสียหายจากบริษัทประกันได้จากประกันภัยการก่อการร้าย (USD100m) หรือประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิดที่ได้ทำเอาไว้ปรับลดประมาณการกำไรปกติ และราคาเป้าหมาย-คงคำแนะนำ “ซื้อ”

บล.ธนชาต ประเมินอย่างระมัดระวัง โดยคาดว่าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์จะกลับมาดำเนินธุรกิจได้ภายในสิ้นปีหน้า (1.5 ปี) และพื้นที่ที่ไม่ได้รับความเสียหายจะถูกปิดเช่นกัน

“เราปรับลดสมมติฐานอัตราการเติบโตของค่าเช่าสาขาเดิมในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 4% จาก 5% ดังนั้นกำไรปกติจึงถูกปรับลง 6% ในปี 2553 และ 10% ในปี 2554”

ในทางตรงข้าม ปรับเพิ่มกำไรสุทธิปี 2553 ขึ้น 8% เพื่อสะท้อนกำไรพิเศษจำนวน 281 ล้านบาท ในไตรมาสแรกปี 2553 ปรับลดราคาเป้าหมายลง 5% มาอยู่ที่ 28.50 บาท/หุ้น และยังคงแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2551 จะเป็นปัจจัยผลักดันกำไรปกติให้เติบโตแข็งแกร่งที่ 29% และ 41% ในปี 2554-2555 แม้ว่าการดำเนินงานที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์จะชะงักก็ตาม

ด้านนักวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัวในหุ้น CPN โดยจะมีการปรับประมาณการของ CPN หลังจากมีความชัดเจนในประเด็นต่างๆ มากขึ้น

แต่จากการประเมินเบื้องต้นในกรณีที่ดีที่สุด คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์มีการปรับปรุงบางส่วนและสามารถเปิดได้ภายใน 6 เดือน จะส่งผลให้กำไรลดลงจากประมาณการเดิม 7-9% และราคาเหมาะสมซึ่งประเมินจากวิธีคิดลดกระแสเงินสดลดลงเหลือ 23.50 บาท

สำหรับกรณีที่แย่ที่สุด คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ขณะที่ประกันภัยคุ้มครองในวงเงินไม่เกิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ จะส่งผลให้กำไรลดลง 12-15% และราคาเหมาะสมถูกปรับลงเหลือ 18-20 บาท ปรับคำแนะนำจาก ถือ มาเป็น ซื้อเมื่ออ่อนตัว เนื่องจากคาดว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงเพื่อสะท้อนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนับเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนในระยะยาว ซึ่ง CPN ยังมีโครงการในปัจจุบันหลายโครงการ มีการเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง รวมทั้งจะมีการฟื้นฟูเซ็นทรัลเวิลด์

ขณะที่สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ประเมินว่า บริษัทในกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ 2 แห่ง จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เกิดการชุมนุมที่ราชประสงค์ในเดือน เม.ย. โดยคาดว่า MAJOR จะสูญเสียรายได้ราว 64 ล้านบาท จากการปิดการบริการโรงภาพยนตร์ Paragon Cineplex เป็นเวลาเกือบ 2 เดือน และยังต้องได้รับผลกระทบจากการปิดสาขา EGV Metropolis หลังจากถูกลอบวางเพลิง

ส่วน BEC จะได้รับผลกระทบจากการสูญเสียรายได้ค่าโฆษณาราว 90 ล้านบาท จากการหยุดออกอากาศรายการโทรทัศน์ 45 ชั่วโมง และไม่สามารถออกอากาศรายการปกติเป็นเวลา 2 วัน

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ประเมินว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ MAJOR และ BEC จะทำให้รายได้ลดลงจากประมาณการเดิมราว 1% เท่านั้น ซึ่งไม่มีนัยสำคัญต่อประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี แต่คาดว่าจิตวิทยาการลงทุนจะเป็นลบจากผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ราคาหุ้นได้รับแรงกดดันในระยะสั้น

ดังนั้นจึงแนะนำให้ “ทยอยซื้อสะสม” ส่วนภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวได้หลังจากที่ความไม่สงบทางการเมืองสิ้นสุดลง ทำให้กิจกรรมการตลาดและโฆษณากลับมาสู่ภาวะปกติ ทำให้มูลค่าโฆษณารวมของปี 2553 จะยังเป็นไปตามประมาณการได้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ