
แก้วสีจากทรายน้ำโขง
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ใครจะคิดว่า “เม็ดทราย” ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในท้องถิ่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) จะถูกนำมาวิจัยและพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นชิ้นงานหัตถกรรมแก้วศิลป์ที่มีมูลค่าเพิ่มหลายเท่าตัว
จินตนา เหล่าไพบูลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้อำนวยการแผนงานวิจัย เป็นตัวแทนคณะวิจัยเล่าถึงที่มาของโครงการวิจัยชิ้นนี้ว่า แนวคิดมาจากการนำทรายที่เป็นวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีอยู่มากในภาคอีสาน เพราะอยู่ในแม่น้ำโขง ชี และมูล ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ทรายที่พบในแม่น้ำเหล่านี้มีจุดเด่นในเรื่องของการให้สี แม้ว่าคุณสมบัติของทรายในภาคอีสานจะไม่สามารถนำมาหลอมเป็นแก้วที่มีสีใสเหมือนคริสตัลได้
ทั้งนี้ ทรายที่ได้จากแม่น้ำมูลเมื่อผ่านกระบวนการหลอมแล้วจะได้แท่งแก้วสีขาว (กระจก) แต่ไม่แวววาวเหมือนคริสตัล ทรายจากแม่น้ำโขงจะได้แท่งแก้วสีเขียวอ่อน เป็นต้น
จากจุดเด่นนี้เองทำให้ทีมวิจัยเกิดไอเดียนำมาพัฒนาต่อยอด โดยเติมสารออกไซด์ลงไปในสีธรรมชาติเพื่อปรับแต่งสีให้มีความหลากหลายมากขึ้น ก่อนจะนำไปเจียระไนเป็นเครื่องประดับ ซึ่งมีลักษณะเหมือนพลอยเทียม
“ทว่าการทำพลอยเทียมมูลค่าเพิ่มที่ได้กลับไม่เยอะนัก จึงนำมาประยุกต์ต่อยอดเพิ่มเป็นลูกปัดแก้วโบราณและลูกปัดแก้วร่วมสมัยที่มีลักษณะเป็นงานโมเสก ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับชิ้นงานได้มากกว่า และยังช่วยสร้างงานให้กับชาวบ้านในพื้นที่ด้วย” จินตนา กล่าว
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยยังอบรมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทำให้กับชาวบ้านทั่วไปที่สนใจด้วย โดยพัฒนาเตาต้นแบบที่ใช้ในการหลอมแก้วจากทรายท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพในการผลิตแก้วที่ใช้สำหรับการสร้างชิ้นงานหัตถกรรมแก้วศิลป์ พร้อมทั้งจัดทำรูปแบบตัวอย่างลูกปัดโบราณลวดลายต่างๆ เพื่อใช้เป็นต้นแบบให้กับชาวบ้านด้วย
สำหรับขั้นตอนการทำหัตถกรรมแก้วศิลป์นั้น เริ่มจากการนำทรายที่ขุดได้จากแม่น้ำในท้องถิ่นมาล้างให้สะอาดแล้วนำเข้าสู่เตาหลอมเพื่อเข้าสู่กระบวนการหลอมด้วยความร้อน เมื่อหลอมแก้วผ่านความร้อนแล้วจะได้แท่งแก้วออกมา ระหว่างนี้หากต้องการให้แก้วมีสีต่างๆ ก็เติมสารออกไซด์เข้าไปเพื่อให้ได้สีที่ต้องการ
หลังจากได้แท่งแก้วหรือก้อนแก้วสีต่างๆ ออกมาแล้ว ก็นำมาแปรรูปเป็นชิ้นงานหัตถกรรม โดยก้อนแก้วจะสามารถนำมาเจียระไนเป็นเครื่องประดับและทำลูกปัดแก้วร่วมสมัยได้ ซึ่งลูกปัดแก้วร่วมสมัยที่ได้ออกมาจะมีลักษณะไม่แตกต่างจากงานแก้วที่นิยมซื้อหากันจากประเทศอิตาลีเลย
ขณะที่แท่งแก้วที่ได้หลังจากหลอมทรายเสร็จแล้วก็สามารถนำมาขึ้นรูปเป็นลูกปัดโบราณลวดลายต่างๆ ที่ทางทีมวิจัยได้รวบรวมจากประวัติศาสตร์มาได้ 14 รูปแบบ ได้แก่ ลายสุริยะเทพ ตรีรัตนะ นกยูง ดอกหญ้า ลูกบอลและมะเฟือง เป็นต้น โดยจะนำแท่งแก้วที่ได้ไปลนไฟ แล้วนำแท่งเหล็กซุบดินเซรามิกเป็นแกน แล้วนำแท่งแก้วมาพันเพื่อขึ้นรูป ระหว่างนั้นก็ใช้เทคนิค อุปกรณ์เพิ่มเติมในการตกแต่งลวดลายเข้าไป
จินตนา กล่าวว่า ทางทีมวิจัยไม่ได้เน้นทำเชิงพาณิชย์มากนัก เพราะเน้นทำเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี ความรู้ให้กับชาวบ้าน ให้อนุรักษ์วิธีการทำงานแก้ว และยังสามารถช่วยอนุรักษ์และเล่าเรื่องโบราณคดีในแต่ละยุคผ่านลูกปัดแก้วลวดลายต่างๆ เหล่านี้ให้กับเยาวชนรุ่นหลังๆ ได้เรียนรู้ แต่เท่าที่เคยทดลองทำตลาดในช่วงแรกๆ พบว่า ลูกปัดแก้วโบราณที่ทำขึ้นมานั้นสามารถนำไปขายได้ในราคาที่สูงมาก แม้ว่าจะไม่สูงเท่ากับราคาของแท้ เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อและความนิยมในการสะสมของเก่าโบราณ ซึ่งหายากแล้วในปัจจุบัน
เรียกว่าเป็นงานนำความรู้เชิงวิทยาศาสตร์มาสู่งานฝีมือ เพื่อต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบท้องถิ่นที่ถูกมองข้ามไปอย่าง “เม็ดทราย” ให้กลายเป็น “งานศิลป์” ที่มีคุณค่า หากใครสนใจสามารถเข้าไปทดลองชมได้ ที่สำนักงานโบราณคดีทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี หรือติดต่อ รศ.จินตนา เหล่าไพบูลย์ จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ที่ 081-547-3506







