
การส่งเสริมกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่เติบโตสูง (ตอน 2)
จากการศึกษาแนวทางการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่มีการเติบโตสูงของประเทศ (SME High Growth Sectors) โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งคราวที่แล้วได้กล่าวถึงตัวชี้วัดในการกำหนดกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตสูงและดำเนินการคัดเลือกจนได้ 11 กลุ่มธุรกิจ โดยนำร่องกล่าวถึง 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ก่อสร้าง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ในครั้งนี้จะกล่าวถึง 8 กลุ่มธุรกิจที่เหลือเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการเติบโตเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ในการเชื่อมโยงสู่ตลาดต่างประเทศ ได้แก่
จากการศึกษาแนวทางการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่มีการเติบโตสูงของประเทศ (SME High Growth Sectors) โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งคราวที่แล้วได้กล่าวถึงตัวชี้วัดในการกำหนดกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตสูงและดำเนินการคัดเลือกจนได้ 11 กลุ่มธุรกิจ โดยนำร่องกล่าวถึง 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ก่อสร้าง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ในครั้งนี้จะกล่าวถึง 8 กลุ่มธุรกิจที่เหลือเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการเติบโตเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ในการเชื่อมโยงสู่ตลาดต่างประเทศ ได้แก่
l กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีความสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศโดยมีสัดส่วน 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ มูลค่าการส่งออกสูงขึ้นและมีขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งตลาดโลกและตลาดภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ ได้แก่ ตลาดยุโรป ตลาดตะวันออกกลาง และตลาดอเมริกาใต้
l กลุ่มธุรกิจบริการด้านการศึกษา มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน ซึ่ง World Economic Forum (WEF) จัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันนานาชาติ ปี 2556 พบว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 37 จาก 148 ประเทศ ขณะที่ผลการวิเคราะห์อันดับภาพรวมในกลุ่มอาเซียนในช่วงระหว่างปี 2549-2556 พบว่า กัมพูชา สูงขึ้น 23 อันดับ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ สูงขึ้น 19 อันดับ ขณะที่มาเลเซียและไทยอันดับถดถอยลง
l กลุ่มธุรกิจพลังงานมีโอกาสเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานทดแทน ที่ผ่านมาประเทศไทยได้พัฒนาพลังงานทดแทนอย่างจริงจังมากขึ้น เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวลและก๊าซชีวภาพ โดยเฉพาะเอทานอลและไบโอดีเซลมีแนวโน้ม เติบโตมากขึ้น ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทนของไทยอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนา
l ภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะพืชเกษตรที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานทดแทน เช่น อ้อย มันสำปะหลัง กากน้ำตาล ปาล์ม สบู่ดำ ฯลฯ เป็นพืชที่ได้รับความสนใจในเวทีโลกในช่วงที่ผ่านมา และภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการเพาะปลูก เพื่อลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ
l การขนส่งและโลจิสติกส์ นับเป็นภาคบริการสาขาแรกที่เข้าสู่เออีซี (AEC) อย่างจริงจัง และนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ได้เปิดให้ต่างชาติเข้าแข่งขันและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวถึง 70% แต่ปัจจุบันการให้บริการของผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เน้นขนส่งสินค้าไปสู่ผู้บริโภค
l กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ผลจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกก่อให้เกิดประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ เช่น กลุ่มอาเซียน กลุ่มบริกส์ (BRICS) (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีนและแอฟริกาใต้) ส่งผลให้เกิดกระแสความนิยมท่องเที่ยวในอาเซียน ซึ่งท่องเที่ยวของไทยมีศักยภาพแข่งขันทั้งในตลาดโลกและตลาดภูมิภาค
l กลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องค่าบริการต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว คนไทยมี Service Mind และมีคุณภาพมาตรฐานได้รับการยอมรับจากชาวต่างชาติ ทั้งนี้ผลการมุ่งพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา กลุ่มประเทศแถบเอเชียใต้ และฝรั่งเศส
l กลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์/กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ผลจากแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เน้นพัฒนาสินค้าและบริการ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ องค์ความรู้ ทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงพื้นฐานวัฒนธรรม สำหรับประเทศไทยการพัฒนาอยู่ระดับเริ่มต้น ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจแบบรับจ้างผลิตให้บริษัทขนาดใหญ่ต่างชาติ ขณะที่กลุ่มธุรกิจ IT และ ICT มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาธุรกิจสร้างสรรค์ ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วมีระบบดังกล่าวดีมาก แต่ไทยเป็นเพียงนำเทคโนโลยีมาใช้ การคิดค้นนวัตกรรมใหม่อยู่ระดับต่ำ
ทั้ง 11 กลุ่มธุรกิจที่เติบโตสูงซึ่งได้กล่าวมาแล้วนั้น จะมีแนวทางส่งเสริมให้เป็นตัวเร่งขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างไร ติดตามได้ตอนหน้า...และผู้สนใจข้อมูลที่เป็นประโยชน์ติดตามได้ที่ www. sme.go.th







