
ผลิตไฟฟ้าได้ดีซื้อโรงไฟฟ้าฟิลิปปินส์
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคเคเทรด มีมุมมองที่เป็นบวกต่อกรณีที่บริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO) ประกาศใช้เงินลงทุน 453 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้าซื้อหุ้น 40.95% ในโครงการ Masinloc เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 630 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ แม้การลงทุนจะมีมูลค่าสูงกว่าตลาดถึง 17% (เงินลงทุนคิดเป็น 1.76 ล้านเหรียญสหรัฐ/เมกะวัตต์) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากศักยภาพที่จะเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าในอนาคต
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคเคเทรด มีมุมมองที่เป็นบวกต่อกรณีที่บริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO) ประกาศใช้เงินลงทุน 453 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้าซื้อหุ้น 40.95% ในโครงการ Masinloc เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 630 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ แม้การลงทุนจะมีมูลค่าสูงกว่าตลาดถึง 17% (เงินลงทุนคิดเป็น 1.76 ล้านเหรียญสหรัฐ/เมกะวัตต์) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากศักยภาพที่จะเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าในอนาคต
ขณะที่การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวจะทำให้ EGCO มีกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่ม 5.7% เป็น 4,800 เมกะวัตต์ (บริษัทมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม ณ สิ้นไตรมาสแรกอยู่ที่ 4,500 เมกะวัตต์) รวมทั้งกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นโครงการที่เริ่มดำเนินการผลิตมาตั้งแต่ปี 2541
บริษัทคาดว่าการซื้อขายหุ้นและการโอนหุ้นจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 3 ปี 2557 และประเมินว่ากรณีดังกล่าวจะทำให้ EGCO มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5% ในปี 2557 และ 14% ในปี 2558 (ภายใต้สมมติฐานการใช้เงินกู้ 100% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย 5% ต่อปี) จากประมาณการเดิมที่คาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิปี 25572558 อยู่ที่ 7,100 และ 7,200 ล้านบาท ตามลำดับ
มูลค่าเหมาะสมของ EGCO จะปรับเพิ่มขึ้น 8 บาท/หุ้น จากมูลค่าเหมาะสมเดิมที่ประเมินไว้ที่ 150 บาท
ภายใต้สมมติฐานใช้เงินกู้ 100% สำหรับการลงทุนครั้งนี้ บริษัทจะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่จะเพิ่มเฉลี่ย 790 ล้านบาท/ปี และสัดส่วนหนี้สิน/ทุนสุทธิของ EGCO เพิ่มเพียง 0.28 เท่า เป็น 0.7 เท่า (สิ้นไตรมาส 1 ปี 2557 หนี้สิน/ทุนสุทธิ อยู่ที่ 0.42 เท่า) ทันทีที่การซื้อขายหุ้นและการโอนหุ้นจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 3 ปี 2557
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีเงินสดอยู่ที่ 6,700 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1 รวมทั้งประมาณการเดิมบริษัทยังมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (อีบิตดา) ในปี 2557 อยู่ที่ 7,300 ล้านบาท ทำให้ยังเชื่อว่าบริษัทจะยังสามารถจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 6 บาท ตามประมาณการเดิม ซึ่งจะทำให้บริษัทมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 4.6%
ราคาหุ้นปรับเพิ่ม 4.5% ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา สูงสุดในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาหุ้นที่ยังขึ้นน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่ม และแม้ราคาหุ้นจะปรับเพิ่ม แต่ยังถือว่าถูกในมุมมองของเรา เนื่องจากปัจจุบัน EGCO มีราคาต่อมูลค่าบัญชีเพียง 0.94 เท่า และมีโอกาสปรับขึ้นกว่า 12% โดยยังมีมูลค่าเพิ่มจากการเข้าซื้อโครงการ Masinlocอีก 8 บาท
ด้านนักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส คงคำแนะนำซื้อหุ้น EGCO ให้ราคาเป้าหมาย 155 บาท ยังไม่รวมโรงไฟฟ้า Masinloc อีก 10 บาท/หุ้น แม้การเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้คิดเป็น 1.76 ล้านเหรียญสหรัฐ/เมกะวัตต์ ถือว่าค่อนข้างแพงก็ตามเมื่อเทียบกับในภูมิภาคที่ซื้อขายประมาณ 1.3-1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ/เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม EGCO จะได้กำลังผลิตเพิ่มขึ้น 5.7% หรือ 257.99 เมกะวัตต์ (ตามสัดส่วนการถือหุ้น 40.95%) เป็น 4,776 เมกะวัตต์ จากกำลังผลิตรวมปัจจุบัน 4,518 เมกะวัตต์ และในอีก 12 ปีข้างหน้าโรงไฟฟ้านี้มีโอกาสจะขยายกำลังผลิตเพิ่มอีกเท่าตัว คือ 630 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะเริ่มผลิตไฟฟ้าประมาณปี 2019
การซื้อโรงไฟฟ้าถ่านหิน Masinloc คาดว่าจะมีกำไรสุทธิปีละประมาณ 4,200-4,400 ล้านบาท ทำให้ EGCO จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ราว 1,700-1,800 ล้านบาท/ปี ตามสัดส่วนการถือหุ้น 40.95% แต่เนื่องจาก EGCO ต้องกู้เงินจากธนาคารกว่า 1.3 หมื่นล้านบาทสำหรับดีลนี้ เมื่อตั้งสมมติฐานอัตราดอกเบี้ยประมาณ 5% EGCO จะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 650 ล้านบาท ดังนั้นกำไรสุทธิส่วนเพิ่มที่ได้จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน Masinloc นี้จะเป็นประมาณ 1,000-1,150 ล้านบาท/ปี หรือคิดเป็น 16% ของกำไรสุทธิทั้งปี
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ปรับเพิ่มมูลค่าที่เหมาะสมของ EGCO เป็น 160 บาท จากเดิม 154.5 บาท โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากศักยภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว อีกทั้งหากพิจารณาพี/อี ปี 2557 พบว่าอยู่เพียง 9.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ
การปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น EGCO เกิดขึ้นจากฝ่ายวิจัยได้ทำการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 และ 2558 ขึ้น 3.9% และ 17.3% จากเดิมเพื่อสะท้อนการเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าถ่านหิน Masinloc ภายใต้สมมติฐานใช้แหล่งเงินทุนราว 90% ของมูลค่าซื้อขาย มาจากเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และอีก 10% มาจากกระแสเงินสดภายในกิจการ ซึ่งจะส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สิน/ทุน ปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 0.7 เท่า จากปัจจุบันที่ 0.4 เท่า อย่างไรก็ตาม MPPCL มีแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มเติมอีก 2 หน่วย กำลังการผลิตรวม 660 เมกะวัตต์ คาดแล้วเสร็จในปี 2562 (ยังไม่รวมอยู่ในประมาณการ)
“การเข้าซื้อโรงไฟฟ้าถ่านหิน Masinloc ในประเทศฟิลิปปินส์ ครั้งนี้ส่งผลให้ประมาณการกำไรปี 2557 และ 2558 เพิ่มขึ้น 4% และ 17% จากเดิม และทำให้มูลค่าพื้นฐานปี 2557 เพิ่มขึ้นเป็น 160 บาท/หุ้น คาดการซื้อขายหุ้นและการโอนหุ้นจะแล้วเสร็จภายในงวดไตรมาส 3 ปีนี้” บล.เอเซีย พลัส ระบุ
ทางฝ่ายวิจัย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) แนะนำให้ทยอยซื้อหุ้น EGCO จากการประเมินมูลค่าการลงทุนโรงไฟฟ้า Masinloc ที่ 7.30 บาท จึงปรับราคาพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 140 บาท เป็น 147.50 บาท ด้วยการจ่ายปันผลสูงและสม่ำเสมอที่ราว 4% ต่อปี
“คาดบริษัทจะรับรู้กำไรจากโครงการนี้ 1,140 ล้านบาท/ปี โดยในปีนี้คาดรับรู้กำไรอย่างน้อย 285 ล้านบาท ทำให้กำไรปกติปี 2557เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 4% ที่ 6,673 ล้านบาท เป็น 6,958 ล้านบาท เติบโต 3%”
ฝ่ายวิจัย บล.ฟิลลิป มีมุมมองบวกต่อการลงทุนครั้งนี้ ซึ่งนอกจากจะสามารถรับรู้กำไรได้ทันทีแล้ว ยังเพิ่มโอกาสขยายการลงทุนในพื้นที่ใกล้เคียงในกำลังการผลิตที่ใกล้เคียงเดิมต่อยอดการเติบโตและมูลค่าเพิ่มของบริษัทในระยะยาว







