posttoday
กลยุทธ์ตะลุยหุ้นเดือนก.ค.

กลยุทธ์ตะลุยหุ้นเดือนก.ค.

02 กรกฎาคม 2557

ทรีนีตี้คาดสดใสเงินกองทุนเข้มแข็งเข้าซื้อเอเซียพลัสแนะเฟ้นบริษัทแจกปันผลสูง

ทรีนีตี้คาดสดใสเงินกองทุนเข้มแข็งเข้าซื้อเอเซียพลัสแนะเฟ้นบริษัทแจกปันผลสูง

“วิศิษฐ์” ประเมินหุ้นเดือน ก.ค.สดใส คาดเงินกองทุนไทยเข้มแข็งส่วนหนึ่งไหลเข้าตลาดหุ้น ASP แจกหุ้นปันผล

นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ กล่าวในงานสัมมนา “Money Talk : ดักลงทุนหุ้นครึ่งปีหลัง และเปิดโผหุ้นเด่น mai” ว่า ในเดือน ก.ค.นี้จะมีพันธบัตรจากกองทุนไทยเข้มแข็งครบกำหนดไถ่ถอนถึง 9 หมื่นล้านบาท แม้ว่ากระทรวงการคลังจะออกพันธบัตรมาดูดซับสภาพคล่องส่วนนี้ แต่ก็เป็นเม็ดเงินเพียง 7 หมื่นล้านบาท ยังเหลืออีก 2 หมื่นล้านบาท คาดว่าเงินส่วนหนึ่งจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทย จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเหมือนกับช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ที่มีพันธบัตร LB145 ครบกำหนดไถ่ถอน 1.2 แสนล้านบาท และมีส่วนหนึ่งไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้น

นอกจากนั้น ยังพบว่า สัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติมีเพียง 34% คิดเป็นสัดส่วน 1.8% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์ เก็ตแคป) ถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี เชื่อว่าแรงขายของนักลงทุนต่างชาติคงจะไม่มีออกมามากอีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลัง ยังมีความเสี่ยงในเรื่องความกังวลฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐ อาจจะมีมาตรการออกมาดูแล รวมไปถึงเรื่องความตึงเครียดในอิรักอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขึ้นไปเกิน 125 เหรียญสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศ 0.5%

“กลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง จะต้องเลือกรายตัว เน้นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพราะจากสถิติในประเทศที่มีการปฏิรูปพบว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ โดยหุ้นที่เข้าข่ายน่าจะเป็นบริษัท ปตท. (PTT) และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP)” นายวิศิษฐ์ กล่าว

นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) กล่าวว่า นับตั้งแต่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 100 จุด และประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะเติบโต 2% ต่ำสุดของค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียจะเติบโต 45%

ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ คาดว่า จะเติบโต 78% ถือว่าอยู่ในช่วงปานกลาง ไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และอัตราราคาเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (พี/อี) หุ้นไทยอยู่ที่ 15 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยไม่ได้มีความน่าสนใจในการลงทุนเท่าที่ควร

“ASP ไม่ได้มองว่าหุ้นสดใส ดังนั้นจะต้องเลือกหุ้นเป็นรายตัว ที่มีกำไรดีและจ่ายเงินปันผลสูง และค่าพี/อียังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งยังมีบางตัวในกลุ่มไอซีทีที่กำไรโตสูงกว่าตลาด เช่น บริษัท ไทยคม (THCOM) ค้าปลีก เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) หุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี เป็นต้น”

สำหรับหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง โดยเฉพาะขณะนี้เข้าใกล้ระยะเวลาการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล เช่น บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 7% บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) บริษัท ปตท. (PTT) เป็นต้น

หากเป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ต้องเลือกหุ้นที่มีการเติบโตที่ดี ค่าพี/อียังไม่สูง และมีกระแสเงินสดที่ได้จากการดำเนินงานที่สูง เพื่อสะท้อนความแข็งแกร่งด้านการเงิน บริษัทสามารถนำกระแสเงินสดดังกล่าวมาจ่ายเงินปันผล หรือนำไปลงทุนเพิ่มเติมได้ ซึ่งมองว่าหุ้นบริษัท โรงพยาบาลไทยนครินทร์ (TNH) มีพี/อีที่ระดับ 18 เท่า ไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ แต่มีความเสี่ยงเรื่องที่ตั้งของโรงพยาบาลในปัจจุบันมาจากการเช่า ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงเพื่อก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่

ด้านตลาดหุ้นเอเชียวันที่ 1 ก.ค.ตรงกับตลาดหุ้นไทยปิดทำการ ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น หลังจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนในเดือน มิ.ย.เพิ่มขึ้นแตะ 51 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า