
“ทอมมี่ เตชะอุบล" เฟ้นอสังหาฯ ตปท.เสิร์ฟลูกค้า
“ทอมมี่ เตชะอุบล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)เอ็มเอฟซี (MFC) ผู้บริหารหนุ่มวัย 31 ปี
โดย...เยาวนา หลิมเลิศรัตน์
“ทอมมี่ เตชะอุบล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)เอ็มเอฟซี (MFC) ผู้บริหารหนุ่มวัย 31 ปี แม้ชื่ออาจยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในแวดวงกองทุนรวมมากนัก แต่ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัว “เตชะอุบล” แห่งคันทรี่ กรุ๊ป จึงมีแต้มต่อในการทำงานที่นี่มากว่า 3 ปี
ปัจจุบัน “ทอมมี่” รับผิดชอบงานด้านพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจไปรเวต อิควิตี้ รวมทั้งยังได้รับมอบหมายให้ดูแลดีลใหม่ๆ หาลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจกับนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการเปิดตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เอ็มเอฟซีเป็นที่รู้จักและยังรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
เขาจบปริญญาตรีเกียรตินิยมด้านการเงินและกฎหมายจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย และปริญญาโทด้านธุรกิจ (เกียรตินิยม) จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ผมเคยทำงานในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวอยู่ในออสเตรเลีย ซึ่งทำคอนโดมิเนียมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ในช่วงปี 2549 ถึงต้นปี 2554 และยังมีโอกาสได้ไปดูงานในประเทศเวียดนาม อังกฤษ จึงมีโอกาสได้เห็นสินทรัพย์และโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศ” ทอมมี่ กล่าว
ขณะเดียวกันเรื่องของกฎเกณฑ์และกฎหมายในประเทศที่จะเข้าไปลงทุนถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยที่ออสเตรเลียและอังกฤษกฎหมายคล้ายกัน จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา เพราะจบกฎหมายจากออสเตรเลียและมีความคุ้นเคยพื้นที่ค่อนข้างดี เพราะเกิดและอยู่ที่นั่นจนอายุ 23 ปี ก่อนกลับมาอยู่เมืองไทย
“ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาผมได้เรียนรู้ธุรกิจที่หลากหลายในเอ็มเอฟซี ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการวิเคราะห์โครงการอสังหาริมทรัพย์ โครงการพลังงาน โรงเหล็กทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งโอกาสแบบนี้หาในบริษัทอื่นไม่ได้ ทำให้ทุกวันนี้สนุกกับงานและมีอะไรอีกหลายอย่างที่อยากทำ โดยเฉพาะตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือกองรีทส์ในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นความแตกต่างจาก บลจ.อื่นๆ” ทอมมี่ กล่าว
บลจ.เอ็มเอฟซี ได้ออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์มาอย่างต่อเนื่องและล่าสุดศึกษาการออกกองรีทส์ลงทุนในต่างประเทศ โดยสรรหาสินทรัพย์ที่มีศักยภาพและติดต่อเจรจาจัดตั้งกองทุน ซึ่งเขาหวังจะนำประสบการณ์ที่ออสเตรเลีย โดยเฉพาะการพิจารณาที่ดินและสินทรัพย์มาตั้งกองทุน เพื่อเป็นทางเลือกให้นักลงทุนไทย
“ทอมมี่” บอกว่า ในแผนงานมีกองทรัสต์ซึ่งจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทสำนักงานให้เช่าในประเทศออสเตรเลีย ขนาดกองทุน 2,000-3,000 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าออสเตรเลียยังมีศักยภาพในการเติบโตสูงและภาครัฐมีกฎเกณฑ์ด้านภาษีเอื้อให้นักลงทุนต่างชาติได้เข้ามาลงทุน ส่วนอีกกองจะลงทุนในคลังสินค้าในเขตอุตสาหกรรมของประเทศอังกฤษ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงลอนดอน มูลค่า 1,500 ล้านบาท
ข้อดีของการลงทุนในอังกฤษอีกอย่าง คือ เรื่องของกฎหมายและบริษัทที่มาเช่าพื้นที่นั้นค่อนข้างชัดเจนและมีความปลอดภัยมาก โดยสัญญาเช่าใกล้เคียงกับไทยอาจมีระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี
สำหรับขนาดของกองทุนอาจยังไม่ใหญ่มาก เพราะอยากทดสอบความต้องการลูกค้าก่อนว่าให้ความสนใจแค่ไหน จากฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มไฮเน็ตเวิร์กและมีการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างสูง เพราะกองทุนทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย นักลงทุนจึงไว้วางใจและลงทุนต่อเนื่องในกองใหม่
อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บลจ.เอ็มเอฟซี จะแปลงสภาพบริษัท เอ็มอาร์เอเอ็ม ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ตั้งไว้เพื่อทำอสังหาริมทรัพย์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันไม่ได้ทำธุรกิจใดๆ มาดำเนินธุรกิจเพื่อเป็นทรัสต์โดยเฉพาะ ขณะที่ บลจ.เอ็มเอฟซี จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกอง
“ทอมมี่” มองว่า ปัจจุบันทางการเปิดให้ บลจ.ทำธุรกิจได้หลากหลายมากขึ้น จึงเชื่อว่าธุรกิจกองทุนรวมในไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากและมีโอกาสพัฒนาเทียบเท่าประเทศฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ซึ่งมีเครื่องมือในการลงทุนมากกว่า แต่ก็หวังว่าเมื่อเปิดเออีซีแล้วจะทำให้ธุรกิจกองทุนรวมไทยพัฒนาและเติบโตได้มากขึ้น
แม้ บลจ.เอ็มเอฟซี มีขนาดเล็กกว่าธนาคาร แต่ข้อดีคือมีความยืดหยุ่นมากกว่า เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะทำให้เอ็มเอฟซีสามารถขยายตัวไปต่างประเทศได้เร็ว มีแพลตฟอร์มกองทุนรวมทั่วถึงเอเชียได้ทั้งหมด
“ผมเคยเห็นบริษัทในออสเตรเลีย ตอนที่เปิดตลาดบริษัทเล็กๆ ขนาดเล็กกว่าเราสามารถเติบโตจนใหญ่กว่าธนาคารภายใน 5-10 ปี เพราะการเปิดให้อิสระในการทำธุรกิจ ดังนั้นหากเราสามารถตั้งโครงสร้างบริษัทให้เหมาะสมและตรงกับโอกาส เชื่อว่ายังพอมีความเป็นไปได้สำหรับไทย” ทอมมี่ กล่าว
ทั้งนี้ เนื่องจากในมุมมองของนักลงทุนต่างประเทศยังชอบประเทศไทย เห็นได้ชัดเวลาเกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐและยุโรป จะมีเม็ดเงินไหลเข้าเอเชียรวมถึงไทย แต่การเข้ามาของเขาต้องหาคนที่น่าเชื่อถือ มีพื้นฐานดีและหากมีแพลทชั่นได้ทั่วเอเชียจะทำให้เราอยู่ในสถานะที่ดีมาก
“ทอมมี่” เล่าว่า ทุกวันนี้ได้มีโอกาสเจอกองทุนต่างชาติ แม้จะเริ่มจากพูดคุยในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็มีการคุยในเชิงพันธมิตรไปเยอะ ดังนั้นหากเปิดเออีซีแล้วน่าจะร่วมมือกับต่างชาติได้ เช่น หากจะออกกองทุนหุ้นต่างประเทศก็อาจร่วมกับพันธมิตร ทำให้มีมุมมองเลือกหุ้นได้มากขึ้น หรืออาจตกลงเป็นพันธมิตรกันชัดเจน ซึ่งมีหลายรูปแบบ และปัจจุบันเอ็มเอฟซีมีฐานทุนที่แข็งแกร่งหลักพันล้านบาท
อีกแนวทางที่ทำให้เอ็มเอฟซีเติบโตได้เร็ว คือการซื้อแพลตฟอร์มต่างประเทศของ บลจ.ในต่างประเทศที่เทียบเท่ากับเรา เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง นอกจากจะได้ขนาดของสินทรัพย์เข้ามาแล้ว ยังสามารถเลือก บลจ.ที่ทำธุรกิจเฉพาะได้ เพราะปัจจุบันมี บลจ.ที่ทำอินฟราสตรัคเจอร์อย่างเดียว กองรีทส์อย่างเดียวหรือกองหุ้นอย่างเดียว ซึ่งมองว่าหากเป็นสิงคโปร์จะทำให้เราได้โนว์ฮาวด้วย แต่คงต้องรอจังหวะและโอกาส จึงอาจไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ แต่เป็นแผนระยะกลางที่มองไว้
สำหรับธุรกิจไปรเวต อิควิตี้ เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่เติบโตได้เรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้มีดีลต่างประเทศ 2-3 ราย ที่ชักชวนให้นักลงทุนมาลงทุนธุรกิจพลังงานในไทย
คงต้องให้เวลา “ทอมมี่” ลูกชายคนสุดท้องของ “สดาวุธ เตชะอุบล” ได้พิสูจน์ฝีมือตัวเองใน บลจ.เอ็มเอฟซี แห่งนี้ ในฐานะตัวแทนผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งทุ่มเททำงานแบบเต็มตัว แม้ในอีกบทบาทหนึ่งยังเป็นกรรมการในบริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป และหนังสือพิมพ์จีน “ซิงเสียนเยอะเป้า” ที่ตอนนี้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเท่านั้น







