
มองบทเรียนเศรษฐกิจครึ่งปีแรก
วันนี้การทำงานของทุกๆ ท่าน ก็เวียนมาบรรจบครึ่งปีพอดี จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะมาทบทวนทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี เพื่อที่จะได้สรุปบทเรียนและวางแผนปรับปรุงอนาคตในครึ่งปีหลังและปีถัดๆ ไปให้ดีขึ้นกว่าเดิม
วันนี้การทำงานของทุกๆ ท่าน ก็เวียนมาบรรจบครึ่งปีพอดี จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะมาทบทวนทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี เพื่อที่จะได้สรุปบทเรียนและวางแผนปรับปรุงอนาคตในครึ่งปีหลังและปีถัดๆ ไปให้ดีขึ้นกว่าเดิม
สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตสำหรับระบบเศรษฐกิจและธุรกิจปัจจุบันก็คือ ธรรมชาติทางเศรษฐกิจมี “ความอ่อนไหว” และ “ไว” ต่อปัจจัยแวดล้อมมากมายที่เข้ามากระทบเศรษฐกิจมาก เรียกว่าอ่อนไหวต่อข่าวสารต่างๆ ไม่ต่างจากตลาดหุ้นก็ว่าได้ค่ะ
ทั้งนี้กรอบคิดเดิมๆเรามักจะมองว่ากว่ามาตรการทางเศรษฐกิจหรือปัจจัยทางมหภาคใดๆจะส่งผลกระทบทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจต้องใช้เวลาที่ต่ำสุดก็ต้อง 12 ไตรมาสขึ้นไปกว่าจะเห็นผล
ถ้าคุณผู้อ่านลองย้อนติดตามข่าวสารต่างๆ ดูจะเห็นว่า ในช่วงที่เรามีวิกฤตการเมืองรุมล้อม หลายสำนักก็ออกมาพยากรณ์กันว่าเศรษฐกิจมีแต่จะดำดิ่งแย่ลงไปทั้งนั้นค่ะ
โดยช่วงที่การเมืองตึงเครียดมากตอนหน้าร้อนที่ผ่านมา สภาพัฒน์ก็หั่นตัวเลขประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2557 จากระดับ 34% ช่วงเดือน ก.พ. 2557 เหลือ 1.52.5% ณ วันที่ 19 พ.ค. 2557 เช่นเดียวกับแบงก์ชาติที่ช่วงประชุม กนง.วันที่ 23 เม.ย. 2557 มองภาพเศรษฐกิจไทยว่าจะถูกปัจจัยลบรุมล้อมจนเติบแค่ 1% เท่านั้น
แต่พลันที่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นช่วงปลายเดือน พ.ค.หลัง คสช.เข้าคุมอำนาจการปกครอง ปฏิกิริยาตอบสนองทางเศรษฐกิจจากสำนักหลักๆ ก็เปลี่ยนไปรวดเร็วเช่นกัน โดยแบงก์ชาติเป็นคนแรกที่ออกมาปรับตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ในการประชุม กนง.รอบล่าสุดเมื่อ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 1.5% และมองว่าปีหน้าจะโตถึง 5%
จริงอยู่ว่าโดยธรรมชาติแล้ว การที่ภาครัฐหรือภาคเอกชนจะมีการใช้จ่ายหรือลงทุนผลิตสินค้านั้น ย่อมมีเรื่องของระยะเวลามาเกี่ยวข้อง กว่าผลของการตัดสินใจจะลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ในปีนี้เราจะเห็นกรณีของปัจจัยที่กำหนดพัฒนาการทางเศรษฐกิจเหมือน “ปิดประตูล็อกตาย” มากกว่าค่ะ ซึ่งพร้อมจะเดินหน้าได้อยู่แล้ว แต่ติดปัญหากระบวนการบางอย่างมาขวางเอาไว้ทำให้ชะงัก เหมือนกับการที่เรามีของเก็บไว้ในบ้านแต่เอามาขายไม่ได้เพราะประตูบ้านล็อกอยู่
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากคือ การจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าว พอ คสช.เข้ามาบริหารและสั่งการให้จ่ายเงินทันที ทุกอย่างก็แล้วเสร็จภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ชาวนาก็ได้เงินครบถ้วน ขณะที่ยอดขายปุ๋ยหรือเครื่องมือการเกษตรก็โตขึ้นแบบก้าวกระโดดเช่นกันทันทีที่ชาวนาได้เงินค่ะ
จุดนี้เป็นตัวสะท้อนในส่วนของภาคธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่เห็นได้ชัดค่ะ
ในความเป็นจริงแล้วมาตรการที่ให้ผลทันทีในระยะสั้น ก็ส่งผลดีได้แค่ในระยะสั้นๆ เช่นกัน
การที่เราจะวัดได้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตที่ดีและยั่งยืนในระยะยาวได้หรือไม่นั้น ต้องมาดูกันที่ปัจจัยในเชิงโครงสร้าง ว่าเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากมีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจริง จะสะท้อนมาในเชิง “ผลิตภาพ” มวลรวมของระบบเศรษฐกิจที่มากขึ้น นั่นคือต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลง มีการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่ามากขึ้นค่ะ
แต่สิ่งที่เป็นบทเรียนสอนใจผู้ทำธุรกิจจากครึ่งปีแรกได้ดีก็คือ ในสภาพที่มีความไม่แน่นอนสูงและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว คนทำธุรกิจจะต้องไวมาก มีการตั้งรับปรับตัวและตื่นตัวตลอดเวลา ถึงจะอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางพลวัตปัจจุบันได้ค่ะ







