posttoday
แม้ไม่มีปัจจัยใหม่...แต่จิตวิทยาเปลี่ยนแปลงเร็ว

แม้ไม่มีปัจจัยใหม่...แต่จิตวิทยาเปลี่ยนแปลงเร็ว

30 มิถุนายน 2557

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.3032.50 ซึ่งเป็นกรอบที่ใกล้เคียงกับสัปดาห์ก่อนหน้า ในสัปดาห์นี้ประเด็นที่ต้องติดตามยังคงเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะจากทางสหรัฐ ที่จะประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ซึ่งเราคาดว่าตัวเลขที่ออกมาน่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าระดับ 2 แสนตำแหน่ง ในเดือน มิ.ย. เนื่องจากหากประเมินจากตัวเลขในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการเห็นการปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงนี้จำเป็นต้องระวังความผันผวนในตลาด โดยถึงแม้เรายังไม่เห็นปัจจัยที่น่าจะกระทบตลาดมากนัก แต่จะเห็นได้ว่าจิตวิทยาของนักลงทุนเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.3032.50 ซึ่งเป็นกรอบที่ใกล้เคียงกับสัปดาห์ก่อนหน้า ในสัปดาห์นี้ประเด็นที่ต้องติดตามยังคงเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะจากทางสหรัฐ ที่จะประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ซึ่งเราคาดว่าตัวเลขที่ออกมาน่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าระดับ 2 แสนตำแหน่ง ในเดือน มิ.ย. เนื่องจากหากประเมินจากตัวเลขในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการเห็นการปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงนี้จำเป็นต้องระวังความผันผวนในตลาด โดยถึงแม้เรายังไม่เห็นปัจจัยที่น่าจะกระทบตลาดมากนัก แต่จะเห็นได้ว่าจิตวิทยาของนักลงทุนเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก

อย่างในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟด สาขาเซนต์หลุยส์ ได้กลับมาให้ความเห็นต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ว่าเริ่มเห็นสัญญาณของการเข้าสู่สภาวะปกติ โดยมองว่าขณะนี้อัตราเงินเฟ้อเริ่มเข้าใกล้ 2.0% และคาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานจะลดลงไปต่ำกว่า 6.0% ในปี 2558 จึงมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก ปี 2558 จะเห็นได้ว่าความเห็นดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับร่วงลง

ดังนั้น ความเห็นประเภทนี้อาจทำให้เกิดความผันผวนมากขึ้นได้ในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่โปรแกรมการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ หรือ QE น่าจะหมดลง

สำหรับประเด็นของไทยนั้น จะมีตัวเลขเศรษฐกิจของเดือน พ.ค. จากธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะต้องติดตาม แต่มองว่าจะไม่ส่งผลต่อค่าเงินบาทมากนัก เนื่องจากนักลงทุนได้เห็นภาพรวมของตัวเลขส่งออกจากกระทรวงพาณิชย์ในสัปดาห์ก่อนไปแล้ว

สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 32.45 เคลื่อนไหวในกรอบ 32.4032.50 ซึ่งใกล้เคียงกับสัปดาห์ก่อนหน้า โดยประเด็นที่ตลาดให้การติดตาม คือ การประกาศตัวเลขอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาสแรกของสหรัฐ ออกมาหดตัวมากถึง 2.9% ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาด และถือเป็นการหดตัวมากที่สุดในรอบ 5 ปี เนื่องจากสภาวะอากาศหนาวเย็นทำให้การบริโภคของภาคเอกชนลดลง นอกจากนี้ โรงงานไม่สามารถผลิตสินค้าได้ ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นและส่งผลให้สหรัฐขาดดุลการค้ามากขึ้น

การประกาศตัวเลขดังกล่าวทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง เนื่องจากนักลงทุนมองว่าเฟดจะยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง และเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะหันมาลงทุนในตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้นเอเชียเพิ่มมากขึ้นในระยะสั้น ซึ่งให้ผลตอบแทนมากกว่าสหรัฐ

นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่กดดันให้ค่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่า คือ ตัวเลขส่งออกโดยกระทรวงพาณิชย์ของเดือน พ.ค. หดตัวลงถึง 2.14% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนการนำเข้าหดตัวถึง 9.32% ส่งผลให้ขาดดุลการค้ามากขึ้นถึง 800 ล้านเหรียญสหรัฐ และกระทรวงพาณิชย์ยังมองว่าการส่งออกจะขยายตัวได้เพียง 3.5% จากที่เคยประเมินไว้ที่ 5% อย่างไรก็ดี เนื่องจากเป็นช่วงปลายเดือน จึงยังเห็นความต้องการซื้อเงินเหรียญสหรัฐจากผู้นำเข้า เพื่อชำระค่าสินค้าทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวได้ค่อนข้างมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยช่วงปลายสัปดาห์เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ระดับ 32.46

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรในสัปดาห์ที่ผ่านมามีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อยอยู่ โดยเปิดตลาดที่ระดับ 1.3593 ช่วงต้นสัปดาห์ และเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.35701.3650 เนื่องจากตลาดได้รับแรงกดดันจากตัวเลขผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของยูโรโซนในเดือนมิถุนายน ซึ่งออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมันจากสถาบัน IFO ปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีมุมมองเชิงลบต่อสภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ค่าเงินยูโรกลับมาแข็งค่าขึ้น ทันทีที่สหรัฐฯ ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ซึ่งหดตัวลงมากกว่าประมาณการเดิม และมีผลทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก โดยช่วงปลายสัปดาห์เงินยูโรปิดตลาดที่ 1.3611 (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.)

ค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 102.12 โดยในระหว่างสัปดาห์เงินเยนมีการปรับแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ความรุนแรงในอิรัก ทำให้นักลงทุนมีความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่แผนการปฏิรูปเศรษฐกิจของนายอาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ที่กล่าวว่าจะมีการปรับลดภาษีนิติบุคคล และต้องการให้กองทุนบำนาญออกไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่งคั่ง และช่วยกระต้นเศรษฐกิจทางอ้อม ไม่ได้สร้างเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากนัก เนื่องจากมาตรการบางส่วนได้มีการกล่าวถึงมาบ้างแล้วก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ในช่วงปลายสัปดาห์ ญี่ปุ่นรายงานตัวเลขดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงที่สุดในรอบ 32 ปี มาอยู่ที่ 3.4% และสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยเราคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะยังคงไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในระยะนี้ เนื่องจากไม่ต้องการให้ระดับราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอีก ซึ่งการยังไม่ออกมากระตุ้นเศณษบกิจเพิ่มเติมนั้น น่าจะทำให้ยังไม่เห็นเงินเยนปรับอ่อนค่าลงไปมากกว่าในปัจจุบันนัก และน่าจะเห็นเงินเยนเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น หากยังไม่มีปัจจัยใหม่ ๆ มาขับเคลื่อนค่าเงิน ช่วงท้ายสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ที่ 101.41 (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท