มังคุดอินทรีย์ของดีเมืองตราด
“มังคุด” ผลไม้ขึ้นชื่อของภาคตะวันออก ซึ่งหนึ่งปีจะได้รับประทานกันเพียงแค่ครั้งเดียว
โดย...ทีมข่าวธุรกิจติดดาวโพสต์ทูเดย์
“มังคุด” ผลไม้ขึ้นชื่อของภาคตะวันออก ซึ่งหนึ่งปีจะได้รับประทานกันเพียงแค่ครั้งเดียว ช่วงระหว่างเดือน พ.ค.ถึง ปลายเดือน ก.ค.เท่านั้น โดย โอฬาร วัฒนวินิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย แอนด์ แปซิฟิค ควอลิตี้ เทรด หรือ A&P Orchard เจ้าของสวนมังคุดอินทรีย์ ออร์ชาร์ด เล่าว่า มังคุดเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่เป็นผลไม้ที่ดูแลค่อนข้างยาก เพราะต้องใส่ใจดูแลตั้งแต่การออกดอก ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญ หากถูกเพลี้ยไฟกิน ก็จะทำให้ได้มังคุดที่ผิวไม่สวยทันที
จากเดิมในอดีตสมัยรุ่นคุณพ่อต้องใช้สารเคมีทั้งฉีดไล่ศัตรูพืช ทั้งกำจัดหญ้าและวัชพืชต่างๆ ซึ่งกว่าจะได้ผลมังคุดออกมานั้น ต้องฉีดสารเคมีไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ผลที่ได้ก็คือ ได้มังคุดลูกโตมีผิวสวยงาม แต่คนสวนกลับสุขภาพย่ำแย่ ยิ่งคนสวนที่ต้องคอยฉีดพ่นสารเคมี จะมีปัญหาทางด้านสุขภาพทันที เพราะชีวิตต้องสัมผัสกับสารเคมีตลอดเวลา และเมื่อมังคุดออกผลจำนวนมาก ก็เกิดปัญหามังคุดล้นตลาด แถมยังถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางจนทำให้ชาวสวนมังคุดต้องขาดทุนไปตามๆ กัน
“บางรายถึงกับโค่นต้นมังคุดทิ้ง เพื่อปลูกพืชอื่นทดแทนกันเลยก็มี” โอฬาร กล่าว
ด้วยปัญหาดังกล่าว ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ปฏิวัติสวนมังคุดเอ แอนด์ พี ออร์ชาร์ด จากที่เคยใช้สารเคมี มาเป็นสวนอินทรีย์ 100% ซึ่งการทำสวนมังคุดให้เป็นเกษตรอินทรีย์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่เป็นเรื่องยาก เพราะมีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลง ประกอบกับมีความรู้เรื่องการส่งออก จึงพบว่าพืชผักและผลไม้ที่ใช้สารเคมี เมื่อส่งไปขายต่างประเทศทั้งแถบยุโรปและอเมริกามักจะถูกตีกลับ แต่ถ้าหากเป็นผักผลไม้ปลอดสารพิษ นอกจากจะไม่ถูกตีกลับแล้ว จะได้ราคาดีและมียอดสั่งจนแทบผลิตไม่ทัน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ โอฬารก็ลงมือทำสวนมังคุดที่บรรพบุรุษทำกันมาตั้งแต่ปี 2502 จนกระทั่งมาปรับเปลี่ยนเป็นสวนมังคุดอินทรีย์ ในปี 2547
การทำสวนอินทรีย์นั้น อันดับแรก ต้องตั้งใจจริง เพราะมีรายละเอียดในการดูแลหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ดูแลดิน ให้มีธาตุอาหารเพียงพอ โดยจะใช้ปุ๋ยจากขี้ไก่ หรือขี้ค้างคาว และผสมกับปุ๋ยชีวภาพจากน้ำหมัก (EM) ส่วนหญ้าที่ขึ้นรอบๆ สวน จากที่เคยใช้ยากำจัดวัชพืชก็ปรับให้หญ้าที่ขึ้นรก เป็นหญ้าคลุมหน้าดินแทน
ส่วนปัญหาเพลี้ยไฟ ที่ชอบมากัดกินเกสรของดอกมังคุด ก็จัดการด้วยมดแดงตามหลักการทำสวนอินทรีย์ ซึ่งก็คือการใช้หลักของระบบนิเวศตามธรรมชาติ ให้มาดูแลกันเอง ผลผลิตที่ออกมาพบว่า สวนแห่งนี้นอกจากจะมีมังคุดหอมหวานแสนอร่อยแล้ว ยังถือเป็นสวนป่าขนาดย่อมๆ ที่มีสัตว์หลายชนิดอาศัยอยู่ สังเกตได้จากรังนกกระจาบจำนวนมาก ซึ่งความสมบูรณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อสัตว์สามารถเข้ามาอยู่อาศัยในบริเวณสวนมังคุดได้ ก็ย่อมแสดงว่าพื้นที่แห่งนี้มีความปลอดภัยไร้สารเคมี
เช่นเดียวกับมังคุดที่นี่ ทุกลูกล้วนปราศจากสารเคมี แม้ดูผิวภายนอกจะไม่น่ากิน ผิวก็กระดำกระด่าง หรือภาษาชาวสวนจะเรียกกันว่า มังคุดขี้กลาก แต่มังคุดขี้กลากแบบนี้แหละ เมื่อแกะเปลือกออกมา จะได้เนื้อมังคุดที่ขาวนวล และเมื่อได้กินเข้าไปจะรู้สึกได้ทันที ถึงความหวาน กรอบ ชื่นใจ แตกต่างจากมังคุดที่ใช้สารเคมีอย่างสิ้นเชิง
แต่มังคุดดีๆ สดๆ ไร้สารเคมี ปีหนึ่งจะได้กินแค่เพียงหนเดียวเท่านั้น ดังนั้นจึงเกิดไอเดียต่อยอดในการนำมังคุดมาแปรรูป ให้สามารถมีกินได้ตลอดปี ด้วยการนำเนื้อมังคุดมาเข้าสู่กระบวนการแปรรูปด้วยกรรมวิธีที่ทันสมัย ให้เป็นการทำน้ำมังคุด 100% สามารถรักษาเก็บน้ำมังคุดไว้รับประทานได้นานถึงหนึ่งปีครึ่ง จากมังคุดเป็นลูกๆ สีขาวนวล กลายมาเป็นน้ำมังคุดสีขาวขุ่นๆ ที่รสชาติหวาน ชื่นใจเหมือนได้กินมังคุดสดๆ
โอฬารเล่าอีกว่า ในน้ำมังคุด 1 ขวด ต้องใช้เนื้อมังคุดถึง 1 กิโลกรัม และสามารถเก็บไว้กินได้นาน โดยที่คุณประโยชน์ยังคงอยู่เหมือนแกะกินจากลูกสดๆ ซึ่งการปฏิวัติสวนมังคุดอินทรีย์ นอกจากได้ผลผลิตดี และนำมาแปรรูปแล้ว ยังส่งผลให้ราคามังคุดอินทรีย์สูงกว่ามังคุดเคมีทั่วๆ ไป แถมยังส่งขายต่างประเทศทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกาได้อย่างไร้ที่ติ
ด้วยแนวคิดและความมุ่งมั่น เปลี่ยนแปลงสวนมังคุด ทรัพย์สมบัติของต้นตระกูลที่มีมานานกว่า 50 ปี ให้เป็นสวนอินทรีย์ ถือเป็นแบบอย่างของเกษตรกรสมัยใหม่ที่มองเห็นอนาคต และด้วยการวางแผนการผลิต รวมไปถึงตลาดที่ดี ทำให้โอฬารได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น ภาคตะวันออก สาขาเกษตรอินทรีย์
นอกจากทำสวนมังคุดอินทรีย์สำเร็จแล้ว การจัดการบริหารอย่างเป็นระบบระเบียบไปจนถึงการสร้างโอกาสให้เกษตรกรมารวมกลุ่มเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน ยังทำให้ A&P Orchard ได้รับรางวัล ชมเชย จากการประกวดสุดยอด SMEs แห่งชาติ จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม
รางวัลดังกล่าวไม่ใช่ได้มาง่ายๆ เพราะต้องมีการตรวจสอบระบบการจัดการ การบริหารตั้งแต่ต้นน้ำ คือ สวนมังคุด ไปจนถึงปลายน้ำ คือ ส่งมังคุดถึงมือผู้บริโภค นอกจากการได้รับรางวัลครั้งนี้แล้ว ทาง สสว.ยังให้คำแนะนำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยมากขึ้น และยังพาไปเปิดตลาดในต่างประเทศ ซึ่งการเปิดตลาดต่างประเทศนี้ ทำให้ต่างประเทศได้รู้จักผลิตภัณฑ์มังคุดอินทรีย์มากยิ่งขึ้น
ทุกวันนี้โอฬารยอมรับว่า สสว.ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐเท่านั้น แต่เป็นเพื่อนคู่คิดทางธุรกิจ ที่มาให้คำแนะนำกับเกษตรกรธรรมดาๆ ให้กลายมาเป็นผู้ผลิตมังคุดอินทรีย์ชั้นนำของไทย ที่นอกจากส่งผลดีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังดีต่อสุขภาพผู้บริโภคอีกด้วย


