
‘สมคิด’ แนะ4วิถี ธุรกิจสู่อนาคตยั่งยืน
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง กล่าวในงานเสวนา
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง กล่าวในงานเสวนาการสร้างบริบทใหม่ธุรกิจไทยก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ว่า เศรษฐกิจของไทยปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าจะขยายตัวได้ 1.5% ซึ่งสามารถเติบโตได้อยู่แล้ว เพราะไทยยังมีช่องว่างให้สามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูงกว่า 1.5% แต่ต้องวางคณะรัฐมนตรีให้มาบริหารประเทศให้มีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ
ขณะที่สิ่งสำคัญ 3 ด้านที่ต้องเร่งขับเคลื่อน คือ 1.การสร้างรายได้กลุ่มรากหญ้า 2.การส่งออก และ 3.อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ถึง 2% อีกทั้งยังกระตุ้นให้เศรษฐกิจปี 2558 สามารถขยายตัวเติบโตได้เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันไทยต้องปรับตัวรับกับการแข่งขันเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ หรือกระทั่งเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจไทยสั่งสมปัญหา ระบบการผลิตล้าสมัยไม่ทันโลก ฉุดให้ไทยไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
สำหรับบริบทใหม่ธุรกิจไทยสู่ความยั่งยืนมีด้วยกัน 4 แนวทาง ประกอบด้วย บริบทที่ 1.นโยบายของประเทศต้องมุ่งสร้างรากฐานให้แข็งแรง เพื่อการเติบโตยั่งยืนในอนาคต ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มากกว่าจะวางนโยบายทางเศรษฐกิจระยะสั้น มุ่งสร้างการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) หวังผลประโยชน์ทางการเมือง เพราะประเทศที่ล้มเหลวมาจากนโยบายที่ไม่มุ่งสร้างอนาคต เป็นประชานิยม
ทั้งนี้ สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำคือบริบทที่ 2.ต้องลดการใช้แรงงานคนและปรับใช้เทคโนโลยีในการผลิตสินค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้ามากขึ้น แต่ที่ผ่านมาภาคเอกชนใช้แรงงานคน เพราะต้องการลดต้นทุนการผลิตต่ำ ขณะเดียวกันต้องสร้างทรัพยากรมนุษย์ ยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถให้มีความรู้และเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อย่างเช่น เมื่อ 30 ปี ที่ผ่านมาเกาหลีเร่งสร้างทรัพย์มนุษย์ ชูการศึกษาและกับเทคโนโลยี กระทั่งก้าวสู่ผู้นำโทรคมนาคมระดับโลก
“สินค้าไทยต้องสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า พัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมกับนำจุดแข็งภาคการบริการเข้าไปเสริม มากกว่าจะมุ่งบริหารต้นทุนต่ำ ใช้แรงงานคน หากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ต้นทุนการผลิตของไทยจะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ส่วนทางด้านเทคโนโลยีก็ไม่สามารถแข่งขันได้เช่นกัน เราจะอยู่ตรงกลางที่ไม่มีความเชี่ยวชาญสักด้าน” ดร.สมคิด กล่าว
ด้านการแข่งขันการค้าระหว่างประเทศ การเปิดเออีซีที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 บริบทที่ 3.ต้องเร่งปรับปรุงระบบการค้าขาย ระบบซัพพลายเชน โลจิสติกส์ ช่องทางการขายที่มีความหลากหลาย นอกเหนือจากค้าปลีกยังมีช่องทางเกิดขึ้นใหม่ ทั้งบนออนไลน์และในโทรศัพท์มือถือ หรือต้องปรับปรุงทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ไทยต้องปรับการบริหารจัดการใหม่ เพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันระดับโลก ซึ่งผลักดันให้ไทยสามารถแข่งขันและพร้อมรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ดร.สมคิด กล่าวว่า และบริบทที่ 4.ธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืน การดำเนินธุรกิจต้องมีความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส มีศีลธรรมจรรยาบรรณ เพื่อสร้างธรรมาภิบาลและภาพลักษณ์ให้กับองค์กร เพราะการค้าเปิดกว้างไม่ใช่มีไทยประเทศเดียว การใช้แรงงานเด็ก สุดท้ายจะกลับมาทำลายประเทศชาติ อย่างกรณีที่เกิดขึ้นอุตสาหกรรมประมงและอาหารขณะนี้ โดยทั้ง 4 บริบทนี้ ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องรอรัฐบาล สามารถดำเนินการได้เลย“ 18 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจโลก และบนความขัดแย้งทางการเมือง เวลานี้ไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายพ้นขอบเหว พ้นวิกฤติความขัดแย้ง และกำลังจะพยายามก้าวเข้าผ่านความขัดแย้ง สู่การสร้างอนาคตใหม่ แม้ว่าจะพ้นขอบเหวมาแล้ว แต่ยังมีเมฆหมอกอยู่บ้าง มรสุมเริ่มสงบและเริ่มเห็นแสง ซึ่งจะสดใสหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับคนไทยจะกลับมาสามัคคีหรือไม่” นายสมคิด กล่าว
อย่างไรก็ตาม สภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับมา หลังจากครึ่งปีแรกเศรษฐกิจตกต่ำ โดยพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนมิถุนายน สูงสุดในรอบ 14 เดือน และผลวิจัยจากทอมสันรอยเตอร์ เศรษฐกิจไทยโตสูงสุดในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2555 นอกจากนี้ผลสำรวจความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในเอเชียสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา “สมคิด” ชี้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ถึง 2% ชง 4 บริบทสร้างการเติบโตยั่งยืน เร่งปฏิรูปการศึกษา อัดเทคโนโลยี โละแรงงานคน ดันส่งออก ท่องเที่ยว สร้างรายได้รากหญ้า







