
เกษียณให้สุขต้องวางแผนการเงิน"เป็นคู่"
แม้คนไทยจำนวนไม่น้อยจะเริ่มกังวลต่อการมาถึงของ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society)
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้คนไทยจำนวนไม่น้อยจะเริ่มกังวลต่อการมาถึงของ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) ที่จะมีคนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ขยับขึ้นจาก 9.4 ล้านคน ไปแตะ 14 ล้านคน ภายในอีก 11 ปีข้างหน้า จนหันมาเตรียมแผนจัดการความมั่งคั่งช่วงวัยเกษียณกันมากขึ้น ทว่าจากผลการศึกษาล่าสุดกลับยังคงพบช่องโหว่รูใหญ่ของแผนการเงินหลังเกษียณ
เพราะคนส่วนใหญ่คิดวางแผนยามแก่เฒ่าให้ตัวเอง แต่กลับลืมนึกถึง “สามี หรือ ภรรยา” คู่ชีวิตที่อาจแก่ไปพร้อมกัน หรือมีอายุยืนยาวกว่าด้วย
รายงานผลการศึกษาเรื่อง “อายุยืนทำให้มั่งคั่งจริงหรือ : การเกษียณและความเสี่ยงของการมีอายุยืน” (Live long and prosper? Retirement and longevity risk) โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แมนูไลฟ์ พบว่าคู่สมรสจำนวนมากในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย ประเมินช่วงเวลาวัยเกษียณไว้สั้นกว่าที่ควรจะเป็นมาก และที่สำคัญก็คือ ไม่ได้วางแผนเผื่อสามีหรือภรรยา ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเก็บเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณไม่เพียงพอ ทั้งที่ในความจริงแล้ว คนไทยส่วนใหญ่เข้าสู่วัยเกษียณโดยยังคงมีสามีหรือภรรยาอยู่ด้วยกัน
ไมเคิล ดอมเมอร์มัธ ประธานฝ่ายการจัดการสินทรัพย์ระหว่างประเทศ ของแมนูไลฟ์ กล่าวว่า การวางแผนควรต้องนำคนข้างตัวมาเป็นองค์ประกอบด้วย เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (โดยเฉพาะภรรยา) จะมีอายุยืนกว่าอีกฝ่าย ดังนั้นหากไม่นำปัจจัยความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะมีอายุยืนกว่ามาพิจารณาด้วย จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงที่เงินออมไม่พอใช้หลังเกษียณ
จากผลการคำนวณ 10 ชาติในเอเชีย พบว่าประเทศไทยถือเป็นอันดับ 2 (ร่วมกับฮ่องกง) ที่คู่สมรสจะใช้ชีวิตวัยเกษียณร่วมกันโดยเฉลี่ยนานถึง 30.2 ปี หรือมากกว่าที่คู่สมรสคาดเอาไว้ที่ 13.3 ปี เป็นรองเพียงไต้หวัน ซึ่งคู่สมรสจะใช้ชีวิตวัยเกษียณร่วมกันเฉลี่ย 33.2 ปี จากที่คาดไว้ที่ 20.3 ปี โดยมี จีน มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ตามมาตามลำดับ
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ผิดแผนเงินออมต้องหมดลงก่อนเวลาจริง โดยทิ้งภรรยาหรือสามีให้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง คู่สมรสที่วางแผนการเงินช่วงเกษียณจึงอาจต้องคำนวณแผนให้นานขึ้นไปอีกราว 7-11 ปี
ต่อ อินทวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) ระบุว่า รายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความเสี่ยงของการมีอายุยืนยาวในระดับสูงกว่าตลาดอื่นๆ ในเอเชีย โดยส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการที่คนไทยเกษียณค่อนข้างเร็ว เนื่องจากลูกจ้างทั้งภาคเอกชนและภาครัฐจำนวนมากอยู่ภายใต้ข้อบังคับของการเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปี
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงอายุยืนยาวอยู่ในระดับค่อนข้างสูงในหลายตลาด เนื่องจากพบว่าค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวเลขผลผลิตมวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP per capita) ของประเทศ กับอายุขัยเฉลี่ยของคนในประเทศนั้นมีค่าสูงถึง 66% ดังนั้นอายุขัยและความเสี่ยงของการมีอายุยืนยาวในไทย จึงอาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตได้ เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะเป็นประเทศที่จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่ง และมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นอีกหลายปีข้างหน้านี้
“เป็นเรื่องสำคัญที่ควรตระหนักว่า แต่ละคนจะมีโอกาสถึง 50% ที่จะมีอายุยืนยาวกว่าระยะเวลาเฉลี่ยที่คาดไว้ ผลวิจัยของเราชี้ว่าในประเทศไทยนั้น ความเสี่ยงที่เงินออมจะหมดลงก่อนสิ้นอายุขัยจะลดลงได้อย่างมาก หากคู่สมรสมีการเกษียณอายุช้าลง หรือเพิ่มตัวแปรด้านระยะเวลาในการวางแผนทางการเงินให้ยาวนานขึ้นอีก 7-11 ปี” ดอมเมอร์มัธ กล่าว
สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ นับเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบริหารการเงินให้พร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งนอกจากเงินฝากกับธนาคารที่อาจให้ผลตอบแทนไม่ทันอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงนั้น การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ตลาดทุน และการลงทุนรูปแบบอื่นๆ ก็นับเป็นอีกทางเลือกที่คนมีคู่อาจจำเป็นต้องศึกษาและใช้เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในวันข้างหน้าเช่นกัน







