
เอฟดีไอท่วมอาเซียน ปี’56
ยอดพุ่ง7%สิงคโปร์ซิวแชมป์คาดซีแอลเอ็มวีดูดเงินลงทุนต่อเนื่อง
ยอดพุ่ง7%สิงคโปร์ซิวแชมป์คาดซีแอลเอ็มวีดูดเงินลงทุนต่อเนื่อง
อังค์ถัดชี้เอฟดีไอเข้าอาเซียนเพิ่ม 7% สิงคโปร์รับเม็ดเงินมากสุด ไทยรั้งที่ 3
ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เปิดเผยถึงรายงานการลงทุนโลก 2014 ว่า แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในภูมิภาคอาเซียนปี 2556 เพิ่มขึ้น 7% มูลค่า 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยสิงคโปร์ได้รับเอฟดีไอมากที่สุดในภูมิภาคมูลค่า 6.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเนื่องจากมีข้อตกลงธุรกิจจำนวนมากที่ช่วยผลักดันเม็ดเงินดังกล่าว อันดับ 2 คือ อินโดนีเซีย 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยไทย 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และมาเลเซีย 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่มีแนวโน้มว่าเอฟดีไอจะเข้าสู่ประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) เพิ่มขึ้น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่พัฒนาจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินเอฟดีไอ โดยพม่ามีเอฟดีไอเพิ่มขึ้น 16% มูลค่า 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนกัมพูชา ลาว และเวียดนาม มีสัดส่วนคงที่
ปัจจุบันเม็ดเงินลงทุนในอาเซียนด้านโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมได้แรงหนุนจากการรวมตัวและสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาคระหว่าง 10 ชาติสมาชิก และ 6 คู่เจรจา ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจในภูมิภาค (RCEP) ที่มีมูลค่าการค้ารวมกันราว 3.43 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 24% ของเอฟดีไอทั้งโลก
นอกจากนี้ การจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจบังกลาเทศจีนอินเดียพม่า และระเบียงเศรษฐกิจจีนปากีสถาน มีแนวโน้มจะกระตุ้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และดึงดูดการลงทุนจากประเทศที่เกี่ยวข้อง
นายมาซากะ ฟูจิตะ หัวหน้าฝ่ายการลงทุนและธุรกิจ อังค์ถัด กล่าวว่า ปัจจุบันการลงทุนภายในภูมิภาคอาเซียนรวมถึง 6 ประเทศคู่เจรจาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วน 43% ของเอฟดีไอทั้งหมดในอาเซียน เทียบกับปี 2543 ที่มีการลงทุนระหว่างกันมีเพียง 15% ขณะที่สหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) มีสัดส่วนการลงทุนในอาเซียนลดเหลือ 8% และ 19%
ทั้งนี้ การลงทุนระหว่างกันในภูมิภาค ส่วนใหญ่เน้นโครงสร้างพื้นฐานและภาคอุตสาหกรรมการผลิต จึงทำให้ประเทศที่มีรายได้ในระดับต่ำได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
นางรุโณทัย มหัทธนานนท์ รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้การลงทุนในไทยค่อนข้างอิ่มตัว จึงต้องเลือกเฉพาะอุตสาหกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อไทยจริงๆ และจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบให้ชัดเจนและสอดคล้องกับการเปิดเสรี







