
เสียงสะท้อนชาวนาสดเว็งคสช.-อ้อนซื้อข้าวตันละหมื่น
หลังทุ่มเทเวลามานานนับเดือน เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2557/2558
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
หลังทุ่มเทเวลามานานนับเดือน เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2557/2558 ล่าสุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติงบ 4,747 ล้านบาท ดำเนิน 5 มาตรการลดต้นทุนปลูกข้าว 432 บาท/ไร่
ทว่า ชาวนาส่วนใหญ่ไม่ค่อยพอใจกับมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวมากนัก และเรียกร้องให้ คสช.ทบทวนมาตรการให้ความช่วยเหลือชาวนาอีกครั้ง
ภูติ ศรีสมุทรนาค นายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทย เปิดเผยว่า ไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวทางการช่วยเหลือชาวนาของ คสช.เท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือกับผู้ค้าปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ให้ลดราคาขายลงมา การขอให้นายทุนลดค่าเช่านา ตลอดจนขอให้รถเกี่ยวข้าวลดค่าจ้างเกี่ยวลง เพราะมาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการช่วยเหลือที่เลื่อนลอย เนื่องจากไม่มีใครยืนยันหรือรับรองได้ว่าจะมีการลดราคาจริง
“เป็นนโยบายที่เลื่อนลอยเหมือนยืมจมูกคนอื่นหายใจ และเป็นการมัดมือชกชาวนามากกว่า ผมถามว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ค้าปุ๋ยเขาอาจจะยอม คสช. แต่ถามว่าในระดับยี่ปั๊วซาปั๊วมีที่ไหนบ้างจะลดราคาปัจจัยการผลิตให้ชาวนา และชาวนากว่า 90% ต้องซื้อปุ๋ย ซื้อสารเคมี จากร้านค้าเหล่านี้” ภูติ กล่าว
ภูติ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการหารือกันระหว่างตัวแทนชาวนากับ คสช.สมาคมฯ เสนอให้ คสช.อุดหนุนเงินปัจจัยการผลิตในอัตรา 1,500 บาท/ไร่ อุดหนุนครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือชาวนาตรงจุดที่สุด ส่วนการให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท ก็ไม่ใช่ว่าชาวนาทุกคนจะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ เพราะขณะนี้ชาวนาเกือบทุกคนเป็นหนี้กับ ธ.ก.ส.อยู่แล้ว และวันนี้ไม่มีหลักทรัพย์อะไรไปค้ำประกันเงินกู้จาก ธ.ก.ส.ได้อีก
ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย ระบุว่า เชื่อว่าในเร็วๆ นี้ คสช.จะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือชาวนาเพิ่มเติมแน่นอน แต่แนวทางที่จะทำให้ชาวนาลดต้นทุนการผลิตได้มากที่สุด คือ ต้องพึ่งตัวเอง ลงทำนาเอง แทนที่จะจ้างคนอื่นทำนาให้
ขณะที่ ระวี รุ่งเรือง แกนนำเครือข่ายชาวนาภาคตะวันออก กลับไม่สนใจในเรื่องการช่วยเหลือต้นทุนการผลิต โดยเห็นว่าการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยั่งยืนคือ การพัฒนาเกษตรกรไทยทั้งระบบ เช่น การตั้งสภาชาวนาเพื่อเป็นปากเสียงให้ชาวนา ตลอดจนผลักดันมาตรการช่วยเหลือชาวนาอย่างรูปธรรมและมีความยั่งยืน เช่น การจัดตั้งกองทุนพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับชาวนา เพราะในแต่ละปีชาวนาต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าว 1.2 ล้านตัน แต่สามารถผลิตเอง 56 แสนตันเท่านั้น
สัมริด มูหะหมัด ชาวนา อ.แปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา ทำนา 40 ไร่ ให้ความเห็นว่ามาตรการช่วยเหลือชาวนาของ คสช.ที่ออกมาเพียง 400 กว่าบาท/ไร่ ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือชาวนาเท่าใดนัก เพราะปัจจุบันต้นทุนการผลิตสูงทุกตัว แต่ราคาข้าวเปลือกตกต่ำและไม่เชื่อว่า คสช.จะควบคุมพ่อค้าในตลาดให้ลดราคาปัจจัยการผลิตต่างๆ ได้
“ต้นทุนปลูกข้าววันนี้อยู่ที่ 6,000 บาท/ไร่ ถ้าช่วยเท่านี้จะได้อะไร แล้วจะให้เป็นหนี้ ธ.ก.ส.เพิ่มอีก ทั้งๆ ที่หนี้เก่าก็ยังอยู่ ก็อยากรู้ใครจะไปกู้ ถ้าแน่จริงให้ ธ.ก.ส.ลดดอกเงินกู้เก่ายังจะดีกว่า” สัมริด กล่าว
สัมริด บอกว่า ขณะนี้ต้นทุนปลูกข้าวสูงขึ้นมาก เพราะปัจจัยการผลิตทุกอย่างแพงขึ้นหมด เช่น ปุ๋ยที่หว่านในนาราคาเคยอยู่ที่ 1 หมื่นบาท/ตัน วันนี้เพิ่มเป็น 1.2 หมื่นบาท/ตัน ค่าโยนกล้าจากเดิมค่าจ้างอยู่ไม่กี่สิบบาท ตอนนี้เพิ่มเป็น 50 บาท/ชั่วโมง ดังนั้นสิ่งที่ชาวนาอยากจะเรียกร้องคือ ให้ คสช.กำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกที่ 1 หมื่นบาท/ตัน ซึ่งสอดคล้องกับต้นทุนและมีกำไรพอที่ทำให้ชาวนาอยู่ได้
สอดคล้องกับ ตะเมาะ เดชะรัศมี ชาวนาจาก จ.ฉะเชิงเทรา ที่บอกว่ามาตรการ คสช.เหมือนไม่ได้ช่วยอะไร เพราะตอนนี้ต้นทุนทำนาอยู่ที่ 6,000 บาท/ไร่ เฉพาะค่าเช่านาก็ตก 1,000 บาท/ไร่/ปีแล้ว และตอนนี้มีข่าวว่าจะเพิ่มเป็น 1,000 บาท/ไร่/รอบ
“ที่บอกว่าจะให้นายทุนลดค่าเช่าให้ เชื่อว่าจะทำได้ยาก หรือถ้ารอบนี้ทหารเจรจาได้ แต่รอบต่อไปใครจะช่วยชาวนา” ตะเมาะ บอก
ด้าน ชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า มาตรการช่วยเหลือชาวนาที่ คสช.เห็นชอบนั้น เป็นการช่วยเหลือชาวนาในระยะเร่งด่วน ซึ่งลดต้นทุนจาก 4,787 บาท/ไร่ เหลือ 4,355 บาท/ไร่ เทียบกับราคาข้าวเปลือกที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าฤดูการผลิตนี้ราคาข้าวเปลือกจะอยู่ที่ 8,500-9,000 บาท/ตัน และกระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปกำกับดูแลไม่ให้มีการลดราคาซื้อข้าวเปลือก จึงเชื่อว่าชาวนาส่วนใหญ่จะพอใจกับรายได้ที่ได้รับ







