posttoday
ความเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลง

26 มิถุนายน 2557

เมื่อสัปดาห์ก่อนผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้สมัครงานท่านหนึ่ง ซึ่งมีอายุประมาณ 50 ปีเศษแล้ว ตอนแรกเมื่อดูประวัติผู้สมัครในใบสมัครงานก็มีความน่าสนใจหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการเงินจากอเมริกา และเคยทำงานด้านการเงินในสถาบันการเงินระดับโลกที่อเมริกา หรือจะเป็นความหลากหลายของประสบการณ์ทั้งทางด้านการเงิน การปฏิบัติการ การบุคคล ฯลฯ และประสบการณ์การทำงานในองค์กรใหญ่ระดับชาติหลายๆ องค์กร สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต้องขอเชิญมาสัมภาษณ์เพื่อค้นหารายละเอียดเพิ่มเติม

เมื่อสัปดาห์ก่อนผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้สมัครงานท่านหนึ่ง ซึ่งมีอายุประมาณ 50 ปีเศษแล้ว ตอนแรกเมื่อดูประวัติผู้สมัครในใบสมัครงานก็มีความน่าสนใจหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการเงินจากอเมริกา และเคยทำงานด้านการเงินในสถาบันการเงินระดับโลกที่อเมริกา หรือจะเป็นความหลากหลายของประสบการณ์ทั้งทางด้านการเงิน การปฏิบัติการ การบุคคล ฯลฯ และประสบการณ์การทำงานในองค์กรใหญ่ระดับชาติหลายๆ องค์กร สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต้องขอเชิญมาสัมภาษณ์เพื่อค้นหารายละเอียดเพิ่มเติม

เมื่อได้สัมภาษณ์ผู้สมัครกันจริงๆ ในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ผมก็พบถึงสาเหตุที่ผู้สมัครท่านนี้มีประสบการณ์ทำงานที่หลากหลายในหลายๆ องค์กร สาเหตุเป็นเพราะผู้สมัครท่านนี้เป็นผู้ที่เจ้านายให้ความไว้วางใจมาก ดังนั้นเมื่อเจ้านายมีการโยกย้ายงานไปองค์กรต่างๆ ก็จะพาผู้สมัครท่านนี้ไปร่วมงานด้วยทุกครั้ง และเนื่องจากงานในหลายๆ องค์กรที่ไปก็มีลักษณะงานหรือหน้าที่งานแตกต่างกันไป งานที่ผู้สมัครท่านนี้ตามไปช่วยก็เลยหลากหลายไปตามงานที่เจ้านายรับผิดชอบเช่นกัน แต่ที่มาสมัครในครั้งนี้ เนื่องจากเจ้านายของผู้สมัครท่านนี้เกษียณอายุ จึงไม่สามารถหิ้วหรือดูแลผู้สมัครท่านนี้ในชีวิตการทำงานได้อีกต่อไป

เมื่อพวกเราอ่านถึงตรงนี้ ก็คงคิดว่า ผู้สมัครท่านนี้น่าจะมีคุณสมบัติที่ดีตรงกับความต้องการ แต่ความจริงกลับตรงกันข้ามครับ เพราะงานที่ผู้สมัครท่านนี้ตามไปช่วยเจ้านาย ลักษณะงานเป็นผู้ช่วยจริงๆ คือเจ้าของงานหลัก คือเจ้านาย ส่วนที่ผู้สมัครท่านนี้ทำ คือ การเป็นผู้ประสานงาน คอยช่วยประสานงานหน่วยงานต่างๆ ให้สำเร็จเท่านั้น งานอย่างนี้ถ้าในระดับพนักงานทั่วไป ก็ OK แต่ถ้าเป็นระดับผู้บริหาร ก็ถือว่าไม่เพียงพอ เพราะไม่ได้อาศัยภาวะผู้นำ การแก้ปัญหา การตัดสินใจ การจัดการใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้แม้ประวัติของผู้สมัครท่านนี้จะสวยหรูผ่านหลากหลายตำแหน่งมามาก แต่ก็ไม่มีความหมาย เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงตำแหน่ง ไม่มีการรับผิดชอบจริง สรุปสำหรับผู้สมัครท่านนี้ ก็คือ ผมต้องขอปฏิเสธไป และยอมรับจริงๆ ว่า เสียดายมากๆ กับความรู้และประสบการณ์ด้านการเงินที่มีค่าที่ผู้สมัครท่านนี้เคยมี แต่กลับยอมทิ้งมันทิ้งไป

แต่คำถามหนึ่งที่คาใจผมมากก็คือ การที่ผู้สมัครท่านนี้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปหลายปีในการทำงานเป็นแค่ผู้ช่วย จนในที่สุด เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถกลับไม่ได้เพิ่มตามประสบการณ์ที่ควรเป็น เป็นความผิดพลาดของใคร ของผู้สมัครเอง หรือของเจ้านายที่แสนดีที่หิ้วผู้สมัครท่านนี้ไปทุกที่ที่ย้ายงาน

แต่กับอีกประสบการณ์หนึ่งที่ผมพบในเด็กรุ่นใหม่ 2 คนที่ยังเรียนอยู่ในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่กลับมีประสบการณ์ทำงานที่เกินวัย เป็นผู้บริหารหน่วยในธุรกิจขายตรงแห่งหนึ่ง ที่แม้จะมีรายได้ที่มั่นคงจากสมาชิกในทีม แต่ยังเปิดกว้างทางความคิดแสวงหาช่องทางธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มตลอดเวลา

สองประสบการณ์นี้ต่างกันราวฟ้ากับเหว ถ้าวัดกันที่ความรู้ ผู้สมัครท่านนี้มีความรู้มากกว่าแน่นอน แต่ถ้าถามว่า ใครจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่ากัน ผมว่าเด็กรุ่นใหม่ 2 คนนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าแน่นอนเช่นกัน

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างผู้สมัครงานท่านนี้กับเด็กรุ่นใหม่ ก็คือ ทัศนคติของการใช้เวลา ผู้สมัครงานท่านนี้กลับปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาความรู้ความสามารถ ทำให้เมื่ออายุมากขึ้นอย่าว่าแต่จะมีโอกาสอิสรภาพทางการเงินเลย โอกาสของอิสรภาพของการทำงานก็เสียไปอย่างน่าเสียดาย แต่กับเด็กรุ่นใหม่กลับเป็นผู้ที่ใช้เวลาในการสร้างงานสร้างรายได้อย่างคุ้มค่า โอกาสอิสรภาพทางการเงินและโอกาสของอิสรภาพของการทำงานก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

แล้วในชีวิตพวกเราล่ะ พวกเราเป็นแบบไหน เป็นแบบผู้สมัครท่านที่ผมกล่าวถึง หรือเป็นแบบเด็กรุ่นใหม่ 2 คนที่ผมเพิ่งเจอ เรายังปล่อยชีวิตเราไปเรื่อยๆ ทำงานแบบง่ายๆ ที่ไม่ท้าทาย ไม่ต้องการรับงานเพิ่ม ไม่อยากเครียด ไม่อยากขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม เพียงเพราะยังติดกับความสบาย และความมั่นคงในงานที่เป็นอยู่ หรือเราเป็นผู้ที่พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เหมือนมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ที่ผมรู้จัก ต่อให้โดนเจ้านายดุด่า เครียดขนาดไหน หรืองานไม่มีอนาคตขนาดไหน ก็ยอมทน ไม่กล้าที่มองออกนอกกรอบไปสู้ในโลกภายนอก เพราะกลัวความเปลี่ยนแปลงที่จะพบ แต่กลับลืมมองไปว่าความเปลี่ยนแปลงมีตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นวันพรุ่งนี้หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ความเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงในวันพรุ่งนี้เพราะเรามักคาดการณ์ได้ และสามารถรับมือได้ แต่ความเปลี่ยนแปลงในอีก 10 ปีข้างหน้านี่สิ เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ รับมือได้หรือไม่ก็ไม่รู้ การที่เราเลือกที่จะไม่เปลี่ยนแปลงในวันนี้ ในอีก 10 ปีข้างหน้าเราจะรับมือการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร และเมื่อถึงเวลานั้น แทนที่เราจะเป็นคนเลือกที่จะเปลี่ยนแปลง เราอาจกลับเป็นคนถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลง การถูกบังคับย่อมไม่มีความสุขนะครับ

อ้อ แล้วอีกอย่างครับ เราเลี้ยงลูกแบบไหนกันครับ ประคบประหงมจนลูกทำอะไรไม่เป็นเหมือนเจ้านายที่ดูแลผู้สมัครท่านนี้ไปจนวันสุดท้าย ในที่สุดกลับเป็นการทำร้ายผู้สมัครท่านนี้ หรือแบบสั่งสอนให้ลูกยืนด้วยขาตนเอง กล้าเสี่ยง กล้าตัดสินใจที่จะดำเนินชีวิตในแบบของตนเอง อาจผิดพลาดบ้างในระยะสั้น แต่ก็ยังมีเราคอยช่วยอยู่ แต่ก็สร้างความแข็งแกร่งในระยะยาวที่ตอนนั้นเราอาจไม่ได้อยู่ช่วยลูกก็เป็นได้

อ้อ แล้วเงินของเราอีกล่ะครับ เรายังกลัวความเสี่ยง ไม่เลี้ยงดูเงินให้ดี ฝากไว้แต่บัญชีเงินฝากธนาคารอย่างเดียว จนท้ายสุด เราก็ต้องดำเนินชีวิตอย่างยากลำบาก เพราะเงินที่ออมมายังเป็นเด็กไม่เติบโตอย่างที่ควรเป็น หรือเราเลือกที่จะลงทุน ที่แม้จะเสี่ยง แต่ถ้าศึกษาให้ดีก็อาจลดความเสี่ยงได้บ้าง แต่ถ้าลงทุนระยะยาว โอกาสที่เงินจะเติบโตมีมากกว่าครับ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69