
เมืองเถื่อน
พักนี้ต่างชาติตีตรา “เรื่องเถื่อน” ด้านต่างๆ ให้อาเซียนจำนวนมาก และมาถี่ๆ ติดกันเป็นแพ็กเกจ เริ่มจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาสหรัฐตีตราสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยและมาเลเซียอยู่ในระดับ “เทียร์ 3” ซึ่งเป็นระดับที่เลวร้ายที่สุด สะท้อนภาพการใช้ “แรงงานเถื่อน” หรือแรงงานผิดกฎหมายใน 2 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอาเซียนว่ายังมีปัญหา
พักนี้ต่างชาติตีตรา “เรื่องเถื่อน” ด้านต่างๆ ให้อาเซียนจำนวนมาก และมาถี่ๆ ติดกันเป็นแพ็กเกจ เริ่มจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาสหรัฐตีตราสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยและมาเลเซียอยู่ในระดับ “เทียร์ 3” ซึ่งเป็นระดับที่เลวร้ายที่สุด สะท้อนภาพการใช้ “แรงงานเถื่อน” หรือแรงงานผิดกฎหมายใน 2 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอาเซียนว่ายังมีปัญหา
ถัดมาเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มิ.ย. สหภาพยุโรป หรืออียู ตีตราให้ไทยเป็นประเทศไม่มีประชาธิปไตย พร้อมตัดสัมพันธ์กับเราจนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คล้ายจะบอกว่าตอนนี้เราเป็น “บ้านป่าเมืองเถื่อน”
นอกจาก 2 เรื่องดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เราและอาเซียนสุ่มเสี่ยงจะโดนต่างชาติตีตราซ้ำ คือเรื่องการใช้ “ซอฟต์แวร์เถื่อน”
ผลสำรวจการใช้ซอฟต์แวร์ทั่วโลก (Global Software Survey) โดยกลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ หรือบีเอสเอ เมื่อปี 2556 พบว่าทั่วโลกมีค่าเฉลี่ยการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ หรือการใช้ซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับอนุญาตบนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอยู่ที่ 43% คิดเป็นมูลค่าเชิงพาณิชย์ของซอฟต์แวร์ที่ถูกละเมิด 6.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ในจำนวนนี้เอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีอัตราค่าเฉลี่ยการละเมิดลิขสิทธิ์สูงสุดของโลกอยู่ที่ 62% มูลค่าที่ถูกละเมิดสูงถึง 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1 ใน 3 ของทั้งโลก
เมื่อเจาะไปเฉพาะอาเซียน จากผลสำรวจที่มี 7 ประเทศ มีมูลค่าที่ถูกละเมิดสูงถึง 4,369 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศที่มีสัดส่วนการละเมิดสูงสุดคือ อินโดนีเซีย คิดเป็น 84% มูลค่า 1,463 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยเวียดนาม 81% และไทย 71% แต่เมื่อคิดเป็นมูลค่าแล้ว ไทยมีมูลค่าการละเมิดสูงเป็นอันดับ 2 อยู่ที่ 869 ล้านเหรียญสหรัฐ
ข้อสังเกตคือ สัดส่วนการละเมิดของอาเซียนตั้งแต่ปี 2550 ไม่ได้ขยับลดลงมากนัก ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขในแต่ละประเทศวิ่งขึ้นวิ่งลงประมาณ 15% เท่านั้น แน่นอนว่าแม้สัดส่วนยังค่อนข้างคงที่ แต่มูลค่าการละเมิดยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) จัดสถานะการคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้า ผลการจัดอันดับหลายปีที่ผ่านมา พบว่าไทยและอินโดนีเซียถูกจัดอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ หรือพีดับเบิลยูแอลตามกฎหมายการค้ามาตรา 301 พิเศษ ของสหรัฐมาแล้วหลายปีซ้อน เช่นเดียวกันครับ ปีนี้เราและอินโดนีเซียก็ยังอยู่ในบัญชีเดิม สหรัฐระบุสำหรับเราว่าการออกกฎหมายเอาผิดเจ้าของพื้นที่ที่อนุญาตให้จำหน่ายสินค้าละเมิด กฎหมายป้องกันการละเมิดทางอินเทอร์เน็ต และอีกหลายฉบับยังไม่เสร็จสิ้น
เรื่องน่ากลัวคือ นับจากนี้สหรัฐมีท่าทีจะกีดกันการค้ากับคู่ค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ที่แม้ตอนนี้จะยังไม่ได้ออกนโยบายอะไรมา แต่ก็อยู่ระหว่างการศึกษาความจำเป็นในการคุมเข้มกับคู่ค้าในลักษณะเดียวกับสหรัฐ
ยุคนี้เป็นยุคการค้าไร้พรมแดนครับ ซัพพลายเชนทั่วถึง ถ้าอาเซียนโดยเฉพาะไทยโดนตีตราเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องเถื่อนมากมายขนาดนี้ เห็นทีอนาคตจะลำบาก ภาครัฐจะนิ่งเฉยเรื่องการออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ ขณะเดียวกันสำหรับเรื่องซอฟต์แวร์เถื่อน ภาคเอกชนและภาคประชาชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหาเองได้ ต้องช่วยกันลดการละเมิดอย่างจริงจัง
ต้องเลิกคิดได้แล้วครับว่าของเถื่อนช่วยประหยัดต้นทุน เพราะคำว่าเถื่อนที่แถมมาด้วยนั้น ไม่คุ้มค่าเสียเลยกับอนาคตประเทศ







