
กฟผ.สะท้านศาลพิจารณาดี..."ไซยบุรี"
ถือเป็นครั้งแรกของประเทศที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น รับคำฟ้องในคดีที่ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงล้านนา และชาวบ้านรวม 37 คน ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณ ลุ่มน้ำโขงใน 8 จังหวัด (เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี) ยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกฟ้องที่ 15 ในประเด็นขอให้พิจารณาสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติของรัฐบาล รวมถึงการแจ้งข้อมูล การเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม การรับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม
ถือเป็นครั้งแรกของประเทศที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น รับคำฟ้องในคดีที่ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงล้านนา และชาวบ้านรวม 37 คน ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณ ลุ่มน้ำโขงใน 8 จังหวัด (เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี) ยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกฟ้องที่ 15 ในประเด็นขอให้พิจารณาสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติของรัฐบาล รวมถึงการแจ้งข้อมูล การเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม การรับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม
กรณี กฟผ. ได้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จนทำให้มีการสร้างเขื่อนไซยะบุรี บนแม่น้ำโขง ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในลุ่มน้ำโขงของทั้ง 2 ประเทศ
แม้คำสั่งศาลปกครองสูงสุดจะรับพิจารณาเฉพาะประเด็นที่ชาวบ้านให้วินิจฉัยว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะการรับฟังความคิดเห็นประเมินผลกระทบสุขภาพสิ่งแวดล้อม และชี้แจงข้อมูล
แต่ไม่รับพิจารณาในประเด็น “สัญญาซื้อขายไฟฟ้า” ที่ กฟผ.รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าว 1,220 เมกะวัตต์ หรือ 95% ของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ จากทั้งหมด 1,285 เมกะวัตต์นั้น ศาลวินิจฉัยว่า ชาวบ้านไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และไม่ใช่คู่สัญญากับหน่วยงานปกครองจึงไม่รับพิจารณา
คดีนี้จึงเป็นที่น่าจับตาของผู้คนในประเทศ แม้ว่าสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและการก่อสร้างเขื่อนจะยังเดินหน้าต่อไป แต่ก็จะทำให้ กฟผ.ต้องไปดำเนินกระบวนการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การรับฟังความคิดเห็นและการเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชนอย่างทั่วถึง
ไม่แน่ว่า อาจจะเป็นแม่แบบในโครงการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขงอีก 11 แห่งที่กำลังเกิดขึ้นหลังจากนี้ไป เมื่อศาลระบุว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน เป็นผู้ที่อาศัยประกอบอาชีพอยู่ในพื้นที่ 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง จึงย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียได้รับผลกระทบโดยตรงมากกว่าบุคคลทั่วไป จึงมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการคุ้มครองส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมรวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมบูรณ์ยั่งยืน
นายสุนชัย คํานูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ.จะรอคำตัดสินของศาลก่อนว่าจะออกมาอย่างไร เพราะขณะนี้เป็นชั้นของการรับคำฟ้อง ซึ่ง กฟผ.พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด
โครงการนี้ กฟผ.อยู่ในฐานะผู้รับซื้อไฟฟ้า ส่วนการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมการก่อสร้าง ดูแลโดยรัฐบาล สปป. ลาว และที่ผ่านมา สปป.ลาว ได้เสนอโครงการไซยะบุรีต่อคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำแม่โขง เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามข้อตกลงประเทศภาคีสมาชิกลุ่มแม่น้ำโขง
ขณะนี้ ผู้ดำเนินโครงการก็อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งตามแผนจะก่อสร้างเสร็จและส่งไฟฟ้าเข้าไทยในปี 2562 ซึ่งจะมีผลดีต่อไทยและ สปป.ลาวในการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านต้นทุนค่าไฟฟ้า เพราะไทยก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ยากขึ้น
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า เมื่อโครงการไซยะบุรีก่อสร้างแล้วเสร็จ จะส่งพลังงานไฟฟ้าให้ประเทศไทย 1,220 เมกะวัตต์ ที่จุดส่งมอบไฟฟ้าชายแดนไทยลาว เป็นระยะเวลา 29 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป คิดเป็นพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 6,929 ล้านหน่วย มีอัตราค่าไฟฟ้าคงที่และยังเป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น โดยอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย ณ ชายแดน 2.16 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง ตลอดอายุสัญญา 29 ปี ขณะที่โรงไฟฟ้าทางเลือกในประเทศ คือ โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มีอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 2.904.30 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง
โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี มีลักษณะเป็นเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กยาว 810 เมตร ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 175 เมกะวัตต์ จำนวน 7 เครื่อง เพื่อผลิตไฟฟ้าให้ไทย และขนาด 60 เมกะวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าให้แก่ สปป. ลาว รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น 1,285 เมกะวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละ 7,370 ล้านหน่วย
สำหรับผู้ลงทุนเขื่อนไซยะบุรี ได้แก่บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ ผู้ร่วมทุนประกอบด้วย กลุ่ม ปตท. 25%กลุ่ม ช.การช่าง 57.5% กลุ่มเอ็กโก้ 12.5% และพีทีคอนสตรักชั่น 5% ใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.15 แสนล้านบาท







