
ชงแปรรัฐวิสาหกิจ
ปัดฝุ่นแผนพัฒนาตลาดทุนเสนอคงภาษีLTF8หุ้นเจอเต็มเปาขอคืนจีเอสพียุโรป
ปัดฝุ่นแผนพัฒนาตลาดทุนเสนอคงภาษีLTF8หุ้นเจอเต็มเปาขอคืนจีเอสพียุโรป
สภาธุรกิจตลาดทุนยื่นคลังปัดฝุ่นแผนพัฒนาตลาดทุนไทย ทบทวนแผนแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ลดถือหุ้นการบินไทย
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทางสภาธุรกิจตลาดทุนไทยได้เข้าพบกับกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอให้หยิบยกเรื่องแผนพัฒนาตลาดทุนไทยขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยแผนฯ มีรายละเอียดปลีกย่อย แต่หนึ่งในข้อสำคัญคือแผนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการจัดระบบทุกอย่างให้สามารถตรวจสอบได้ มีความโปร่งใส และที่สำคัญจะเป็นการลดหนี้สาธารณะของประเทศอีกด้วย
“หากรัฐวิสาหกิจใดไม่มีผลต่อความมั่นคงของประเทศก็ควรจะแปรรูป เช่น บริษัท ไปรษณีย์ไทย บริษัท กสทโทรคมนาคม และบริษัท ทีโอที เพื่อช่วยสร้างระบบบริหารจัดการที่ดี มีความโปร่งใส ขณะเดียวกันยังรวมถึงการลดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังในรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหุ้นแล้ว เช่น บริษัท การบินไทย (THAI) เป็นต้น” นายไพบูลย์ กล่าว
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ยังใช้โอกาสเข้าพบกระทรวงการคลังครั้งนี้แสดงให้เห็นประโยชน์ของสิทธิภาษีที่ให้กับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมสำรองเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งไม่ได้เป็นการช่วยคนรวย แต่กลับพบว่าคนชนชั้นกลางได้รับประโยชน์เป็นส่วนใหญ่ และยังช่วยสนับสนุนการออมของครัวเรือน
นายไพบูลย์ ยังได้กล่าวในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ว่า นับตั้งแต่ไทยมีปัญหาการเมืองทำให้มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นลดลง โดยเฉพาะของนักลงทุนต่างประเทศ ทำให้สัดส่วนลูกค้าของบริษัทจากปีที่ผ่านมามาจากสถาบันในประเทศ สถาบันต่างประเทศ และรายย่อยในสัดส่วน 30% 30% และ40% ตามลำดับ กลายเป็น 30% 20% และ 50%
นอกจากนี้ ยังทำให้เป้าหมายขยายส่วนแบ่งการซื้อขายของสถาบันต่างประเทศ อาจไม่ได้ตามเป้าหมายที่ 6% คาดว่าจะทรงตัวเท่ากับปีที่ผ่านมาที่ 5%
บล.ทิสโก้ ยังได้เปิดให้บริการการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ เบื้องต้นจะเริ่มจากลูกค้าที่มีธุรกรรมกับกลุ่มทิสโก้ 20 ล้านบาทขึ้นไป หรือไฮเน็ตเวิร์ธ สามารถซื้อขายในตลาดหุ้นชั้นนำของโลก 7 แห่ง ครอบคลุมหุ้น 1.2 หมื่นตัว มูลค่าตลาดรวมกัน 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 60% ของตลาดรวมของโลก
ด้าน นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง กล่าวว่า ดัชนีหุ้นที่ปรับตัวลงแรงกว่า 7 จุด เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. เพราะรับข่าวจิตวิทยาเชิงลบอียูระงับความสัมพันธ์กับไทยและคาดว่าจะกดดันตลาดในระยะ 13 สัปดาห์นี้
นายชัยพร แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้น 8 ตัว ที่มียอดขายยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ทางการค้า หรือ GSP รวมกันประมาณ 2 หมื่นล้านบาท คือบริษัท ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท เดลต้าอีเลคโทรนิคส์ (DELTA) บริษัท เคซีอีอีเลคโทรนิคส์ (KCE) บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) บริษัท เอสวีไอ (SVI) บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์เทคโนโลยี (SAT) และบริษัท พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง (PCSGH)
สำหรับภาพรวมการลงทุนคาดว่าดัชนีน่าจะเข้าสู่การปรับฐานในช่วงไตรมาส 3 ประมาณ 70100 จุด แล้วค่อยกลับมาฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4 และต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2558 คาดว่าในไตรมาสแรกน่าจะขึ้นทดสอบ 1,650 จุดได้ ดังนั้นในช่วงไตรมาส 3 เป็นจังหวะของการทยอยสะสมหุ้น แนะนำหุ้น ธนาคารพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ท่องเที่ยว และพาณิชย์ เป็นต้น
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส (ASP) คาดกลุ่มอาหารของ ASP มีโอกาสที่จะต้องทบทวนประมาณการกำไรในปี 2557 และ 2558 ของ TUF และCPF เนื่องจากตลาดสหรัฐและอียูเป็นลูกค้าสำคัญ







