posttoday
เกาะติดสถานการณ์

เกาะติดสถานการณ์

25 พฤษภาคม 2553

แจกคูปองชดเชยค่าโดยสารรถไฟใต้ดิน

พล.ต.ชาติชาย ประดิษฐ์พงษ์ ผู้อำนวยการงานส่งเสริมและเผยแพร่กิจกรรม บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 พ.ค. บริษัทได้ออกมาตรการชดเชยให้แก่ผู้โดยสารที่ใช้บัตรโดยสารจำกัดวัน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเดินทางระหว่างวันที่ 14–22 พ.ค. เป็นคูปองโดยสารฟรี จากการประกาศหยุดเดินรถในบางช่วง ทำให้ผู้โดยสารไม่สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าได้ตามปกติ ติดต่อขอรับคูปองที่บูธประชาสัมพันธ์ใกล้ห้องออกบัตรโดยสาร สถานีลาดพร้าว และสถานีสุขุมวิท ตั้งแต่วันที่ 2530 พ.ค. ระหว่างเวลา 07.0020.00 น.

ไม่หวั่นโดนอภิปรายฯ

นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กรณีที่มีรายชื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ไม่ได้เตรียมความพร้อมอะไรในเรื่องนี้ ยังคงทำงานตามปกติ และจะชี้แจงในทุกเรื่องที่มีการอภิปราย โดยยืนยันว่าในขณะที่ทำงานกระทรวงคมนาคมไม่ได้ทำอะไร หรือโครงการใดที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย เพียงทำให้งานเดินหน้าและแก้ปัญหาเพื่อให้การทำงานลุล่วงไปได้ โดยโครงการถนนไร้ฝุ่นที่จะถูกอภิปรายนั้น ยืนยันว่าทำตามแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีต้องการให้โครงการเดินหน้าโดยเร็ว แต่ละโครงการใช้งบประมาณเพียง 1020 ล้านบาท ส่วนโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ก็มีการพัฒนามาเรื่อยๆ เพื่อให้โครงการโปร่งใส

หนุนธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์สู่สากล

น.ส.ลัดดา แจ้งเกษมสุข ผู้อำนวยการสำนักธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า หลังจากกระทรวงจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาคำขอจัดตั้งโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาระบบการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง ได้มาตรฐาน รวมทั้งมีความมั่นคงปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งของภาครัฐและเอกชนมากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศเพิ่มสูงขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดภายในประเทศเท่านั้น แต่จะขยายไปในตลาดระดับอาเซียน เพื่อกระตุ้นการเปิดเสรีภายใต้กรอบอาเซียน

เนื่องจากมีข้อตกลงการเปิดตลาดการค้าเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียน หรืออาจจะขยายไปถึงตลาดในภูมิภาคอื่นๆ โดยจะครอบคลุมในทุกภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เพราะผู้ประกอบการทุกภาคอุตสาหกรรมต่างเล็งเห็นช่องทางที่จะเข้ามาทำธุรกิจแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจที่มีความสะดวกรวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของไทยขยายตัวไปสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น ก็เพราะประเทศไทยมีความได้เปรียบทางด้านโลจิสติกส์ โดยโครงสร้างพื้นฐานของไทยนั้นมีศักยภาพทั้งทางด้านการขนส่ง การพัฒนาศักยภาพทางด้านการเงิน กำลังคนทางด้านไอซีทีและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องด้วย” นางสาวลัดดา กล่าว

สำหรับตลาดในประเทศนั้น การสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่นิยม รวมถึงไม่มั่นใจในการซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต ขณะเดียวกันก็มีปัญหาที่ผู้ซื้อใช้ข้อมูลปลอมในการสั่งซื้อสินค้า หรือจองแล้วไม่ชำระเงินด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการเร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งมีการออกกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องที่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคุ้มครองทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้ได้รับบริการที่สะดวกรวดเร็ว ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าตลาดเพิ่มมากขึ้นได้

“ภาครัฐได้ให้การส่งเสริม สนับสนุน และอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งการดำเนินนโยบาย มาตรการ กลไกต่างๆ ให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในการนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการทำธุรกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีให้รองรับการค้าในเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การจัดตั้งระบบ National Root CA การวางมาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัย พร้อมกันนี้ยังมีการเร่งพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายลำดับรองที่ออกภายใต้ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาบุคลากรอย่างมีระบบและต่อเนื่อง โดยพัฒนากำลังคนและฝีมือแรงงานในสาขาต่างๆ ให้ตรงกับตลาดแรงงานและความต้องการ” นางสาวลัดดา กล่าว

นอกจากนั้นภาครัฐยังจะส่งเสริมให้มีการสร้างความเข้าใจ โดยเร่งรณรงค์ให้องค์กรธุรกิจ ประชาชน และหน่วยงานของรัฐเข้าใจและเห็นโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งจะช่วยทำให้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศในด้านการเงินหรือการซื้อขายสินค้าเพิ่มมากขึ้นได้ รวมทั้งยังมีการออกมาตรการกำกับดูแล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนมีการสนับสนุนการวิจัยพัฒนานวัตกรรมรวมถึงธุรกิจใหม่ๆ และการสร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้ด้านธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อประโยชน์ในการสั่งสมความรู้ด้านต่างๆ

“แนวทางการดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้เวลา งบประมาณ และบุคลากรในการผลักดันและดำเนินการ รวมทั้งต้องได้รับความร่วมมือและทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการ เพื่อเป้าหมายที่จะให้มีระบบ eCommerce ของไทยที่เข้มแข็ง สามารถแข่งขันในเวทีระดับประเทศได้” นางสาวลัดดา กล่าว

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี