
หน่วยบริการรับส่งต่อเอกชน ทางออกสำหรับผู้ป่วยต้อกระจก
....นคร สังขรัตน์
ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับรุ่นพี่จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ คุณหทัย โชคชัยชาญ ปัจจุบันท่านเป็นกรรมการบริษัท บมจ. โรงพยาบาลศุภมิตร การพูดคุยล้วนเป็นเรื่องของปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีความเห็นตรงกันว่าวิกฤตการเมืองครั้งนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำออกมาเท่านั้น ตัวปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ ที่มีขนาดมหึมายังคงจมอยู่ใต้น้ำ และรอวันโผล่ขึ้นมาได้อีกในอนาคต
ดังนั้น เราควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การปฏิรูประบบการเมือง การพัฒนาระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ตลอดจนการยกระดับด้านสาธารณสุขของประเทศ เป็นต้น
จากการพูดคุยยังทำให้ทราบว่าปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญของผู้สูงอายุในประเทศไทยคือ โรคต้อกระจก ซึ่งเกิดจากความเสื่อมตามธรรมชาติเมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป โดยจะเริ่มมีอาการตาพร่ามัวขึ้นเรื่อยๆ และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอดได้ ซึ่งนับว่าการตาบอดจากโรคต้อกระจกเพราะไม่ได้รับการรักษาอย่างทันเวลานี้ เป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่งสำหรับระบบสาธารณสุขของไทย
จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2550 ประเทศไทยมีผู้ป่วยต้อกระจกที่รอการผ่าตัดอยู่ถึง 1 แสนราย และจะมีผู้ป่วยต้อกระจกเพิ่มขึ้นถึงปีละ 6 หมื่นราย ในขณะเดียวกันจำนวนจักษุแพทย์ ในประเทศไทยนั้นมีอยู่เพียงประมาณ 800 ราย โดยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ถึง 50% และในส่วนที่เหลือก็มักทำงานอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดการขาดแคลนบุคลากรจักษุแพทย์ในพื้นที่ชุมชนต่างจังหวัดที่ห่างไกลความเจริญ
ปัญหาหลักของผู้ป่วยต้อกระจกคือ การไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ แม้ว่าจะมีสิทธิบัตรทอง หรือสิทธิ 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งสามารถเข้ารับบริการจากโรงพยาบาลที่ตนเองมีสิทธิโดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ผู้สูงอายุตามชนบทและชุมชนที่ห่างไกลมักขาดความรู้เกี่ยวกับโรคต้อกระจก มักคิดว่าอาการตาพร่ามัวนั้นเป็นอาการปกติของผู้สูงอายุอีกทั้งยังขาดแคลนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปตรวจรักษา และโรงพยาบาลชุมชนส่วนมากก็ไม่สามารถทำการรักษาได้ เนื่องจากไม่มีจักษุแพทย์
เป็นที่น่าชื่นชมว่าทางสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ได้ตระหนักถึงปัญหาต่างๆ เหล่านี้ จึงได้จัดให้มีระบบ
“หน่วยบริการรับส่งต่อ” ซึ่งมีทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนเข้าร่วมหน่วยบริการรับส่งต่อนี้จะทำหน้าที่รับส่งต่อผู้ป่วยต้อกระจกจากโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ เข้ามารับการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยทาง สปสช. จะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามราคากลาง โดยทั้งผู้ป่วยและโรงพยาบาลชุมชนที่ส่งตัวผู้ป่วยนั้นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่ง สปสช. จะจ่ายราคากลางนี้ให้แก่หน่วยบริการรับส่งต่อในอัตราที่เท่ากัน ไม่ว่าหน่วยบริการรับส่งต่อนั้นจะเป็นของของรัฐหรือเอกชนก็ตาม
ทั้งนี้ การที่จะได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อของ สปสช. นั้น ต้องผ่านระบบการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามเกณฑ์ของ สปสช. เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าจะได้รับบริการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน
แม้ว่าทาง สปสช. ได้พยายามแก้ไขปัญหาในเรื่องของการเข้าถึงบริการแล้วก็ตาม แต่ปัญหาที่มักเกิดขึ้นคือ โรงพยาบาลชุมชนส่วนมากนั้นคุ้นเคยกับการส่งต่อผู้ป่วยต้อกระจกให้แก่หน่วยบริการรับส่งต่อของรัฐเท่านั้น เช่น ส่งต่อให้โรงพยาบาลประจำจังหวัด ซึ่งมักมีงานค่อนข้างล้นมือ ต้องรับภาระทั้งผู้ป่วยทั่วไป ผู้ป่วยประกันสังคม และผู้ป่วยที่เป็นข้าราชการ ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยต้อกระจกจำนวนมากจึงต้องรอคิวผ่าตัดเป็นระยะเวลานาน เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือบางแห่งอาจเป็นปี ทำให้เกิดภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดตาบอด และมีความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างยิ่ง
กลไกหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยต้อกระจกได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที คือการประชาสัมพันธ์เรื่องหน่วยบริการรับส่งต่อให้แก่บุคลากรของโรงพยาบาลในชุมชนทราบว่า การส่งตัวผู้ป่วยต้อกระจกไปที่หน่วยบริการรับส่งต่อของเอกชน ซึ่งมักรอคิวผ่าตัดไม่นานนั้น ไม่แตกต่างจากการส่งผู้ป่วยต้อกระจกไปที่หน่วยบริการรับส่งต่อของรัฐที่รอคิวผ่าตัดค่อนข้างนาน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยต้อกระจกได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังเป็นการลดภาระของโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งต้องให้บริการแก่ผู้ป่วยอื่นๆ จำนวนมากอีกด้วย







