
หนุน คสช.ล้างไพ่ ฟื้นภาพไข่มุขอันดามัน
ทะเล ชายหาด ความสวยงามทางธรรมชาติ ความหลากหลายของสินค้าทางการท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ทะเล ชายหาด ความสวยงามทางธรรมชาติ ความหลากหลายของสินค้าทางการท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมเดินทางมายังแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการขนานนามว่า “ไข่มุกอันดามัน” แต่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สวนทางกับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งที่ไม่เพียงพอ ต่อความต้องการนักท่องเที่ยวและประชากรที่อาศัยในพื้นที่ ระบบสาธารณูปโภค ฯลฯ ส่งผลให้เกิดปัญหาแบบห่วงโซ่มากมาย เช่น การเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวโก่งราคาค่าโดยสาร การหลอกลวงนักท่องเที่ยวฯลฯ สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย
หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศถือเป็นโอกาสที่ไทยจะได้ปัดกวาดบ้านเตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ถือเป็นฟันเฟืองช่วยปั้นรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยกว่า 2 ล้านล้านบาท
พล.ต.ต.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง อดีตผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว ผู้คลุกคลีกับปัญหาที่เกิดขึ้นใน จ.ภูเก็ต อย่างใกล้ชิด ในช่วงที่ลงพื้นที่ปฏิบัติงานปราบปรามแก้ไขปัญหา สะท้อนภาพการแก้ไขใน จ.ภูเก็ต ว่า การเติบโตทางด้านการท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ต ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาระบบโครงสร้างการขนส่ง หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่หรือเกี่ยวข้องกับการวางแผนพัฒนาเมืองต้องเปิดให้เอกชนเข้ามาสัมปทานให้บริการรถสาธารณะวิ่งรอบเมืองภูเก็ต เพื่อเพิ่มทางเลือกการใช้บริการให้กับนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติรวมถึงประชาชนที่อาศัยใน จ.ภูเก็ต
ปัจจุบัน จำนวนรถสาธารณะที่ไม่เพียงพอและบริการที่ยังไม่ดีนัก ส่งผลให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางน้อย ส่วนใหญ่ต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว ขณะที่นักท่องเที่ยวไม่มีทางเลือกต้องว่าจ้างรถโดยสารที่จัดเก็บราคาสูงกว่าความจริง และเกิดปัญหารถติด
“การวิ่งรถสาธารณะในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ควรมีลักษณะเดียวกับการให้บริการของ ขสมก.ให้บริการเดินรถในกรุงเทพฯ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องควรตัดสินใจเปิดกว้างให้เอกชนเข้ามาสัมปทานการวิ่งรถ อาจแบ่งเป็นสาย เช่น สนามบินหาดป่าตอง เป็นต้น ให้แต่ละเจ้าดูแลเพื่อไม่ผูกขาดการทำธุรกิจ หรือเปิดให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เข้าบริหาร ซึ่งเรื่องนี้ต้องศึกษาในแง่กฎหมายว่า ขสมก.จะเป็นผู้ดำเนินการได้หรือไม่” พล.ต.ต.รอย กล่าว
นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาแท็กซี่ป้ายดำต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบที่ชัดเจน โดยกวดขันและใช้กฎหมายลงโทษที่เด็ดขาดกับแท็กซี่ที่ไม่กดมิเตอร์ เพราะถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องเปิดสัมปทานให้เอกชนหลายรายเข้ามาดำเนินการ มีพื้นที่จอดรถแท็กซี่หมุนเวียนการเข้าออกแบบเดียวกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
สำหรับแนวทางการให้บริการรถแท็กซี่นั้น อัตรามิเตอร์ขั้นต่ำไม่จำเป็นต้องจัดเก็บอัตราเริ่มต้นที่ 35 บาท อาจปรับเป็น 50 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ต้องสร้างมาตรฐานการบริการที่ดี สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว โดยนำระบบ Radio Frequency Iedntification หรืออาร์เอฟไอดี เทคโนโลยีที่อาศัยคลื่นวิทยุติดตามสิ่งของ เช่น การสแกนลายนิ้วมือ เพื่อให้สามารถตรวจสอบผู้ขับขี่แท็กซี่ กรณีนำนักท่องเที่ยวออกนอกเส้นทางหรือก่อเหตุร้ายกับนักท่องเที่ยว รวมถึงจำกัดจำนวนรถแท็กซี่ที่เข้ามาให้บริการใน จ.ภูเก็ต
ถึงเวลาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จ.ภูเก็ต อย่างจริงจัง เพื่อรองรับการเติบโตทางการท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาการเติบโตทางการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องส่วนหนึ่งเพราะนักท่องเที่ยวไม่ได้ประสบเหตุ หากมีเหตุเกิดขึ้นอาจสร้างความเข็ดขยาดให้กับนักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมาท่องเที่ยวซ้ำ
พล.ต.ต.รอย เล่าว่า การวางระบบโครงสร้าง จ.ภูเก็ต อาจเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ซึ่งสามารถใช้รูปแบบการพัฒนาในลักษณะนี้ขยายไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น จ.กระบี่ พังงา รองรับการเติบโต เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา
ด้าน อโนมา วงษ์ใหญ่ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจังหวัดภูเก็ต เล่าว่า ททท.สนับสนุนให้ คสช.เข้ามาวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน จ.ภูเก็ต ใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างความเป็นระเบียบในการเดินทางให้กับพื้นที่ เพราะที่ผ่านมาการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวค่อนข้างยากลำบาก โดยในส่วนของ ททท.แผนกลยุทธ์ในปีหน้าเตรียมผลักดันให้ จ.ภูเก็ต เป็นแหล่งท่องเที่ยวลักซ์ชัวรี่







