posttoday
เทคนิคลงทุนหุ้นด้วย Mosaic Theory

เทคนิคลงทุนหุ้นด้วย Mosaic Theory

24 มิถุนายน 2557

เห็นขึ้นชื่อบทความมาอย่างนี้ไม่ใช่การลงทุนโดยใช้กระเบื้อง Mosaic (โมเสก) นะครับ คำว่า Mosaic ที่นำมาใช้ในที่นี้นั้นหมายถึง Mosaic Theory ซึ่งเป็นแนวทางที่ผมเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนหุ้นแบบวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้มากทีเดียวครับ

เห็นขึ้นชื่อบทความมาอย่างนี้ไม่ใช่การลงทุนโดยใช้กระเบื้อง Mosaic (โมเสก) นะครับ คำว่า Mosaic ที่นำมาใช้ในที่นี้นั้นหมายถึง Mosaic Theory ซึ่งเป็นแนวทางที่ผมเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนหุ้นแบบวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้มากทีเดียวครับ

Mosaic Theory (อ่านว่า โมเซอิค) คือการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานบริษัท โดยเริ่มจากการ Brain Storm คือการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่เราสนใจให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงบการเงิน, 561, Opportunity Day, Company Visit รวมไปถึงการใช้ Google และการอ่านเว็บบอร์ดต่างๆ ที่มีข้อมูล โดยนำข้อมูลทั้งหมดมารวบรวมและวิเคราะห์/สังเคราะห์หา “คุณค่า” ของบริษัท (จะว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางแบบ Value Investor ชนิดหนึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธครับ)

ข้อมูลที่เรารวบรวมมาได้นั้นหลักๆ มี 4 รูปแบบ คือ

1.NonMaterial, NonPublic Information : ข้อมูลที่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญต่อบริษัทและยังไม่ใช่ข้อมูลสาธารณะ ข้อมูลลักษณะนี้แม้จะไม่ได้มีความสำคัญในตัวมันเอง แต่ในหลายกรณีสามารถนำมาใช้ประกอบกับข้อมูลอื่นๆ หรือนำไปวิเคราะห์จนค้นพบความสำคัญที่แฝงอยู่ภายในได้

2.NonMaterial, Pubilc Information : ข้อมูลที่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญต่อบริษัทและเป็นข้อมูลสาธารณะทั่วไป ซึ่งผมคิดว่าเราไม่ควรละเลยข้อมูลชนิดนี้เช่นกัน เพราะแม้จะไม่ได้มีสาระสำคัญ แต่หากนำไปวิเคราะห์รวมกับข้อมูลชนิดอื่นๆ อาจนำไปสู่ความเป็นไปได้ในการเติบโตของบริษัทอย่างที่เราคาดไม่ถึง

3.Material, Public Information : ข้อนี้สำคัญที่สุดในแนวทางลงทุนหุ้นแบบ Mosaic นั่นคือการใช้ข้อมูลสาธารณะที่มีสาระสำคัญต่อบริษัท ข้อมูลลักษณะนี้มีอยู่มากมายในหลายๆ แหล่งข้อมูล แต่บ่อยครั้งที่เราละเลยความสำคัญของข้อมูลลักษณะนี้ ทั้งที่นำไปสู่การเติบโตของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเอง ที่หลายครั้งไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลเหล่านี้ก็มี เห็นได้จากหลายครั้งที่มีข่าวดีหรือข่าวร้ายที่ “Material” ต่อผลกำไรของบริษัท แต่กว่าราคาหุ้นจะกลั่นกรองรับข่าวนั้นบางทีก็ใช้เวลานานก็มี

4.Material, NonPublic Information : ข้อสุดท้ายนี้ต้องระมัดระวังครับ เพราะข้อมูลที่มีสาระสำคัญแต่ยังไม่รับทราบกันโดยสาธารณะ นั่นหมายถึง “ข้อมูลภายใน” หรือ “Inside Information” นั่นเอง ซึ่งกฎหมายได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ห้ามนำข้อมูล” ลักษณะนี้มาใช้ในการเลือกลงทุน หลายกรณีในต่างประเทศถึงกับติดคุกจากการผิดกฎหมายข้อนี้ก็เคยเกิดขึ้นมากมาย ตัวอย่างของข้อมูลชนิดนี้ เช่น การจ่ายเงินปันผลที่ยังไม่เปิดเผย หรือข่าววงในเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ

แนวทางลงทุนหุ้นแบบ Mosaic คือ การนำเอาข้อมูลในข้อ 13 มาวิเคราะห์ร่วมกัน บางครั้งอาจใช้เทคนิคแบบ Mind Mapping และต้องใช้หลักตรรกะความคิดเข้าร่วมด้วย ซึ่งตรงจุดนี้ประสบการณ์ของผู้วิเคราะห์จะมีบทบาทค่อนข้างมาก ส่วนตัวผมจะให้ความสำคัญกับปัจจัย Qualitative (การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ) มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะวิสัยทัศน์และแผนธุรกิจของทีมงาน ว่าจะนำพาบริษัทไปในทิศทางใด รวมไปถึง Track Record ของทีมผู้บริหารว่าที่ผ่านมาสามารถทำได้อย่างที่พูดไว้หรือไม่ มีหลายบริษัทที่ผู้บริหารเก่งเคยนำพาบริษัทมาไกลมาก แต่เริ่มหมด Passion ในการลุยต่อก็มี ซึ่งอาจเป็นด้วยอายุหรือรู้สึกหมดความท้าทายไปแล้ว อันนี้ต้องระวัง เพราะจะทำให้บริษัทเข้าสู่ Maturing Stage คือโตเรื่อยๆ ในอัตราช้าๆ

นอกจากนี้ คือการทำความเข้าใจโครงสร้างของการประกอบธุรกิจแต่ละประเภทว่ามีอัตรากำไรอย่างไร ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเยอะหรือไม่ ยิ่งใช้ทุนเยอะย่อมหมายถึง ROE ที่น้อยลง วิเคราะห์ธรรมชาติของธุรกิจว่ามีความเสี่ยงต่อการขาดทุนอย่างไร โดยเมื่อเราเข้าใจโครงสร้างของธุรกิจแล้วชอบ ค้นพบว่ามีทีมงานบริหารที่เก่งและมีไฟที่จะนำพาองค์กรไปข้างหน้า สุดท้ายก็เข้าไปดูปัจจัยเชิงปริมาณต่อ ซึ่งผมชอบบริษัทที่มีหนี้สินต่อทุนไม่มากนัก เผื่อว่าจะกู้มาขยายธุรกิจได้ในอนาคตโดยไม่ต้องเพิ่มทุน ถ้าได้เป็นบริษัท Net Cash Company ได้ยิ่งดี และต้องเป็นบริษัทที่เราวิเคราะห์แล้วเชื่อว่าจะมีการเติบโตของกำไรที่ดีอย่างต่อเนื่องใน 23 ปีข้างหน้า รวมถึงการเข้าใจ “จุดเป็น/จุดตาย” ของบริษัทว่าปัจจัยอะไรที่จะมีผลบวกและลบอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต การมีเจ้าภาพหรือผู้ถือหุ้นใหญ่บางครั้งก็สำคัญเช่นกัน เพราะในบางกรณีมีแต่ผู้ถือหุ้นรายย่อยๆ การสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นก็จะไม่เห็นมากนัก

เมื่อเจอบริษัทที่ใช่จากการใช้ทั้ง Mosaic Theory ประกอบกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณและคุณภาพแล้ว สุดท้ายก็มาดู Valuation ครับ ถ้า Discount ได้ยิ่งมากก็ยิ่งดีครับ เพราะนั่นหมายถึง Upside Potential ในการลงทุนของคุณ ถ้าหากถามว่ายังมีอยู่อีกเหรอบริษัทดีๆ ที่ยังมีส่วนลดจากตลาด ผมเชื่อว่าแม้จำนวนจะลดลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีอีกมากครับ

“ยิ่งทำการบ้านเยอะ ก็ยิ่งรู้มากกว่า และยิ่งได้เปรียบแน่นอนครับ”

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ