
เทคนิคลงทุนหุ้นด้วย Mosaic Theory
เห็นขึ้นชื่อบทความมาอย่างนี้ไม่ใช่การลงทุนโดยใช้กระเบื้อง Mosaic (โมเสก) นะครับ คำว่า Mosaic ที่นำมาใช้ในที่นี้นั้นหมายถึง Mosaic Theory ซึ่งเป็นแนวทางที่ผมเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนหุ้นแบบวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้มากทีเดียวครับ
เห็นขึ้นชื่อบทความมาอย่างนี้ไม่ใช่การลงทุนโดยใช้กระเบื้อง Mosaic (โมเสก) นะครับ คำว่า Mosaic ที่นำมาใช้ในที่นี้นั้นหมายถึง Mosaic Theory ซึ่งเป็นแนวทางที่ผมเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนหุ้นแบบวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้มากทีเดียวครับ
Mosaic Theory (อ่านว่า โมเซอิค) คือการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานบริษัท โดยเริ่มจากการ Brain Storm คือการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่เราสนใจให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงบการเงิน, 561, Opportunity Day, Company Visit รวมไปถึงการใช้ Google และการอ่านเว็บบอร์ดต่างๆ ที่มีข้อมูล โดยนำข้อมูลทั้งหมดมารวบรวมและวิเคราะห์/สังเคราะห์หา “คุณค่า” ของบริษัท (จะว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางแบบ Value Investor ชนิดหนึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธครับ)
ข้อมูลที่เรารวบรวมมาได้นั้นหลักๆ มี 4 รูปแบบ คือ
1.NonMaterial, NonPublic Information : ข้อมูลที่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญต่อบริษัทและยังไม่ใช่ข้อมูลสาธารณะ ข้อมูลลักษณะนี้แม้จะไม่ได้มีความสำคัญในตัวมันเอง แต่ในหลายกรณีสามารถนำมาใช้ประกอบกับข้อมูลอื่นๆ หรือนำไปวิเคราะห์จนค้นพบความสำคัญที่แฝงอยู่ภายในได้
2.NonMaterial, Pubilc Information : ข้อมูลที่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญต่อบริษัทและเป็นข้อมูลสาธารณะทั่วไป ซึ่งผมคิดว่าเราไม่ควรละเลยข้อมูลชนิดนี้เช่นกัน เพราะแม้จะไม่ได้มีสาระสำคัญ แต่หากนำไปวิเคราะห์รวมกับข้อมูลชนิดอื่นๆ อาจนำไปสู่ความเป็นไปได้ในการเติบโตของบริษัทอย่างที่เราคาดไม่ถึง
3.Material, Public Information : ข้อนี้สำคัญที่สุดในแนวทางลงทุนหุ้นแบบ Mosaic นั่นคือการใช้ข้อมูลสาธารณะที่มีสาระสำคัญต่อบริษัท ข้อมูลลักษณะนี้มีอยู่มากมายในหลายๆ แหล่งข้อมูล แต่บ่อยครั้งที่เราละเลยความสำคัญของข้อมูลลักษณะนี้ ทั้งที่นำไปสู่การเติบโตของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเอง ที่หลายครั้งไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลเหล่านี้ก็มี เห็นได้จากหลายครั้งที่มีข่าวดีหรือข่าวร้ายที่ “Material” ต่อผลกำไรของบริษัท แต่กว่าราคาหุ้นจะกลั่นกรองรับข่าวนั้นบางทีก็ใช้เวลานานก็มี
4.Material, NonPublic Information : ข้อสุดท้ายนี้ต้องระมัดระวังครับ เพราะข้อมูลที่มีสาระสำคัญแต่ยังไม่รับทราบกันโดยสาธารณะ นั่นหมายถึง “ข้อมูลภายใน” หรือ “Inside Information” นั่นเอง ซึ่งกฎหมายได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ห้ามนำข้อมูล” ลักษณะนี้มาใช้ในการเลือกลงทุน หลายกรณีในต่างประเทศถึงกับติดคุกจากการผิดกฎหมายข้อนี้ก็เคยเกิดขึ้นมากมาย ตัวอย่างของข้อมูลชนิดนี้ เช่น การจ่ายเงินปันผลที่ยังไม่เปิดเผย หรือข่าววงในเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ
แนวทางลงทุนหุ้นแบบ Mosaic คือ การนำเอาข้อมูลในข้อ 13 มาวิเคราะห์ร่วมกัน บางครั้งอาจใช้เทคนิคแบบ Mind Mapping และต้องใช้หลักตรรกะความคิดเข้าร่วมด้วย ซึ่งตรงจุดนี้ประสบการณ์ของผู้วิเคราะห์จะมีบทบาทค่อนข้างมาก ส่วนตัวผมจะให้ความสำคัญกับปัจจัย Qualitative (การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ) มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะวิสัยทัศน์และแผนธุรกิจของทีมงาน ว่าจะนำพาบริษัทไปในทิศทางใด รวมไปถึง Track Record ของทีมผู้บริหารว่าที่ผ่านมาสามารถทำได้อย่างที่พูดไว้หรือไม่ มีหลายบริษัทที่ผู้บริหารเก่งเคยนำพาบริษัทมาไกลมาก แต่เริ่มหมด Passion ในการลุยต่อก็มี ซึ่งอาจเป็นด้วยอายุหรือรู้สึกหมดความท้าทายไปแล้ว อันนี้ต้องระวัง เพราะจะทำให้บริษัทเข้าสู่ Maturing Stage คือโตเรื่อยๆ ในอัตราช้าๆ
นอกจากนี้ คือการทำความเข้าใจโครงสร้างของการประกอบธุรกิจแต่ละประเภทว่ามีอัตรากำไรอย่างไร ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเยอะหรือไม่ ยิ่งใช้ทุนเยอะย่อมหมายถึง ROE ที่น้อยลง วิเคราะห์ธรรมชาติของธุรกิจว่ามีความเสี่ยงต่อการขาดทุนอย่างไร โดยเมื่อเราเข้าใจโครงสร้างของธุรกิจแล้วชอบ ค้นพบว่ามีทีมงานบริหารที่เก่งและมีไฟที่จะนำพาองค์กรไปข้างหน้า สุดท้ายก็เข้าไปดูปัจจัยเชิงปริมาณต่อ ซึ่งผมชอบบริษัทที่มีหนี้สินต่อทุนไม่มากนัก เผื่อว่าจะกู้มาขยายธุรกิจได้ในอนาคตโดยไม่ต้องเพิ่มทุน ถ้าได้เป็นบริษัท Net Cash Company ได้ยิ่งดี และต้องเป็นบริษัทที่เราวิเคราะห์แล้วเชื่อว่าจะมีการเติบโตของกำไรที่ดีอย่างต่อเนื่องใน 23 ปีข้างหน้า รวมถึงการเข้าใจ “จุดเป็น/จุดตาย” ของบริษัทว่าปัจจัยอะไรที่จะมีผลบวกและลบอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต การมีเจ้าภาพหรือผู้ถือหุ้นใหญ่บางครั้งก็สำคัญเช่นกัน เพราะในบางกรณีมีแต่ผู้ถือหุ้นรายย่อยๆ การสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นก็จะไม่เห็นมากนัก
เมื่อเจอบริษัทที่ใช่จากการใช้ทั้ง Mosaic Theory ประกอบกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณและคุณภาพแล้ว สุดท้ายก็มาดู Valuation ครับ ถ้า Discount ได้ยิ่งมากก็ยิ่งดีครับ เพราะนั่นหมายถึง Upside Potential ในการลงทุนของคุณ ถ้าหากถามว่ายังมีอยู่อีกเหรอบริษัทดีๆ ที่ยังมีส่วนลดจากตลาด ผมเชื่อว่าแม้จำนวนจะลดลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีอีกมากครับ
“ยิ่งทำการบ้านเยอะ ก็ยิ่งรู้มากกว่า และยิ่งได้เปรียบแน่นอนครับ”







