
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุผลเสมอ
คุณเคยสังเกตคนรอบๆ ตัวไหม เวลาเขามีปัญหาไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือหน้าที่การงาน ก็จะบอกว่า โอวว!! ดวงไม่ดีเลย ซวยจริงๆ หรือพระเจ้าจอร์ส ฉันซวยแล้ว ซาราห์!! ...จากนั้นเมื่อผิดหวังทุกครั้งก็โทษอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง
คุณเคยสังเกตคนรอบๆ ตัวไหม เวลาเขามีปัญหาไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือหน้าที่การงาน ก็จะบอกว่า โอวว!! ดวงไม่ดีเลย ซวยจริงๆ หรือพระเจ้าจอร์ส ฉันซวยแล้ว ซาราห์!! ...จากนั้นเมื่อผิดหวังทุกครั้งก็โทษอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง
บทสรุปของคนเหล่านี้ออกมาเหมือนเดิมประดุจวังวนความล้มเหลว คือ ผิดแล้วก็ผิดเรื่องเดิมๆ อีก อย่างคบแฟน แฟนก็เลิก แล้วเขาก็โทษว่าแฟนทุกคนห่วย ผู้ชายดีๆ (ผู้หญิงดีๆ) ไม่มีในโลก ลืมนึกไปเลยว่า ถ้ามีปัญหากับแฟนทุกคนที่คบ ลองมาดูตัวเองก่อนดีไหมว่า ตกลงทุกคนมีปัญหา หรือตัวเราต่างหากที่เป็นปัญหา
ใช่!! ผมว่าทัศนคติเหล่านี้มันช่วยให้คนแตกต่างกัน ...เพราะคนที่ผิดซ้ำซากมันมักจะมาจากที่เขามองปัญหาเพียงด้านเดียว ทั้งที่ทุกอย่างในโลกมันเกิดจากทั้งสองด้าน ตบมือข้างเดียวไม่เคยดัง แต่พอเกิดปัญหาเราก็ชี้นิ้วไปที่คนอื่นทันที ...บางครั้งการเปลี่ยนแค่คนอื่น อาจแก้ปัญหาได้ง่ายๆ โดยเลิกคบคนนั้นไป แต่สุดท้ายเราก็จะคบคนใหม่ที่กลับมามีปัญหาเดิม เพราะฝั่งที่เป็นปัญหาของเรายังไม่ถูกแก้ ...ครับ!! ไม่ใช่กรรม ไม่ใช่ดวงไม่ดีครับ แต่มรึงนั่นแหละ ...!!!! ...คุณเลย ...555
ทุกวันนี้งานที่ปรึกษาการลงทุนของผม บางครั้งพบว่า จริงๆ ปัญหามันไม่ได้มาจากการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาที่เขาไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุนมันเริ่มจากทัศนคติต่อชีวิต มันผิดตั้งแต่เริ่ม
คนส่วนใหญ่มีทัศนคติ คือ “เสียไม่ได้ อยากรวยเร็ว” ซึ่งผลลัพธ์ของความคิดเหล่านี้ จะทำให้เราซื้อหุ้นปั่นหรือซื้อหุ้นผิดรอบ (ซื้อในเวลาที่ควรจะขาย ถึงแม้เป็นหุ้นดี ก็ทนถือไม่ได้ ก็เลยต้องยอมขายขาดทุนเพราะทนไม่ได้ แล้วก็เจ๊งในที่สุด)
หรือบางคนมีปัญหา “ปมชีวิต” บางอย่างเช่น มองทุกการลงทุนเป็นการพนัน ...คนเหล่านี้ก็ไม่สามารถถือลงทุนสินทรัพย์ที่ราคาแกว่งอย่างหุ้น เพราะเขามองความผันผวน คือ ความเสี่ยง ดังนั้นแม้คนเหล่านี้จะซื้อหุ้นดีถูกตัว แต่สุดท้ายก็ทนถือ หรือทนรวยไม่ได้ ก็สรุป แม้ซื้อหุ้นดีก็ไม่รวย เพราะเขามีทัศนคติที่ผิด ...ถ้าพูดให้ตลกๆ ก็คือ คนเหล่านี้ “ทนรวยไม่เป็น”
ไอ้คำว่า “ทนรวยไม่เป็น” นี่พูดแล้วหลายๆ คนเจ็บจี๊ด เพราะผมเชื่อว่าหลายคนที่เคยเจ๊งหุ้นนานมาแล้ว พอผ่านไปเป็นเวลานาน หุ้นที่เขายอมเจ๊งยอมขายขาดทุนในอดีต กลับมีราคาขึ้นมา จากจุดที่เขาขายเป็นสิบเป็นร้อยเท่า ...พูดง่ายๆ ว่า ถ้ายังถือถึงปัจจุบันไม่เพียงแต่ไม่ขาดทุนเท่านั้น ยังกำไรมหาศาลอีกด้วย ...พอผมบอกเรื่องการทนรวยไม่เป็น คนเหล่านี้ก็พยักหน้าทันที “กรูเอง!!”
ทางแก้อย่างแรก นั้นคือ การฝึกมอง “เหตุและผล” เรื่องนี้คนส่วนใหญ่มองข้าม มักจะมองแต่ผล แล้วก็มีความสุข หรือความทุกข์อยู่ที่ผลลัพธ์ โดยไม่เคยย้อนกลับไปคิดเลยว่า ที่มาของความสำเร็จหรือล้มเหลว ที่เป็นมันเกิดจากอะไร
การคิดย้อนไปหาเหตุ มันเป็นความคิดของคนที่ชอบพัฒนาตัวเอง ...คือ เราหา Input เพื่อ Output ...จากนั้นเมื่อเรารู้ที่มาที่ไป เราก็จะหาแต่ Input ที่ดีให้สิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น การบริหารการเงิน ถ้าเราเข้าใจว่า ที่มามันคือปมเรื่องความไม่เข้าใจในสินทรัพย์ ก็ต้องเร่งศึกษาและปรับทัศนคติ
ยกตัวอย่างง่ายๆ Mindset ของเศรษฐีกับคนจนมันต่างกันเรื่องเดียว ก็คือเรื่องของความเข้าใจเงิน ...คนจนคิดว่าความรวย คือ การเก็บเงินให้มากที่สุด แต่หารู้ไม่ว่าเงินมันยิ่งเก็บเฉยๆ เวลาผ่านไป ยิ่งด้อยมูลค่าด้วยเงินเฟ้อ ...แต่คนรวยจะเข้าใจว่า การจะรวยต้องมีเงินสดให้น้อยที่สุด นอกนั้นต้องเอาเงินเปลี่ยนเป็น Asset มาถือไว้ ...เพราะคนรวยรู้ว่า สุดท้าย ราคา Asset ในระยะยาว มีแต่ละเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ – นี่แหละครับ คิดต่างกันแค่นี้ ก็บ่งบอกแล้วว่า ในอนาคตคนสองคนนี้จะมีฐานะแตกต่างกันอย่างไร
ปัญหาในปัจจุบันเราจะพบเลยว่า ทุกอย่างที่ผลิตให้เราใช้ มันผลิตเพื่อเป็นขยะ ...ไม่ใช่ การผลิตที่เป็น Masterpiece เหมือนในสมัยก่อน ...ดังนั้นคนรุ่นใหม่ถ้าไม่เข้าใจว่าอะไรคือ Asset ก็แทบจะการันตีได้เลยว่า ชาตินี้ก็ไม่มีทางรวย
ประเด็นที่ผมพยายามจะชี้ให้เห็น คือ ต้องคิดให้เห็นทั้งเหตุและผล ...เมื่อชีวิตเดินมาเจอผลลัพธ์ไม่ว่าจะดีหรือแย่ ให้ลองคิดดูว่า ที่แย่มันเกิดจากตัวเราที่ทำอะไรที่มีส่วนร่วมให้มันเกิดสิ่งแย่ๆ นั้น ...ครับ!! ใครก็ตามที่สามารถคิดย้อนสู่เหตุ คุณจะเป็นคนที่เปลี่ยนทุกวิกฤตเป็นโอกาส เป็นคนฉลาดที่ยิ่งล้มยิ่งเก่ง ...ใช่!! แบบเสี่ยตันนั่นแหละ กรูไม่ตัน ยิ่งมืด อั๊วยิ่งเห็นดวงดาว!!







