
ถอดรหัสสโลกออนไลน์ สื่อทางเลือกทรงพลัง
ท่ามกลางความวุ่นวายและความสูญเสียที่ดูเหมือนจะเบาบางลง เมื่อมองย้อนกลับไปในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา สื่อออนไลน์ กลายเป็นสื่อที่มีบทบาทและสร้างผลกระทบให้กับสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่อินเทอร์เน็ตเป็นเพียงสื่อทางเลือก ขณะที่สื่อหลักอย่างโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ เป็นสื่อที่มีพลังผลักดันสังคมมาโดยตลอด
ทั้งนี้ จากการเก็บยอดสถิติการเข้าชมเว็บไซต์ของทรูฮิตส์ ดอทเน็ต ได้สะท้อนภาพดังกล่าว ตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมในช่วงกลางเดือน มี.ค. ปรากฏว่ายอดการเข้าใช้เว็บไซต์ประเภทสื่อข่าว เพิ่มขึ้น จนกระทั่งวันที่ 10 เม.ย. ที่มีเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างทหารและผู้ชุมนุมบริเวณสี่แยกคอกวัว สื่อกระแสหลักไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการรับรู้ข่าวสารของประชาชนได้
ทำให้สื่อทางเลือกอย่างเว็บไซต์ กลายเป็นสื่อหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยปริมาณการเข้าเว็บไซต์สื่อข่าว ได้เพิ่มขึ้นอีกครั้งในวันที่ 14 เม.ย. ซึ่งใกล้เคียงกับคืนวันที่ 13 เม.ย. ซึ่งมีการลอบสังหาร เสธ.แดง และทหารเริ่มการปิดล้อมกระชับพื้นที่ในวันที่ 14 เม.ย. เป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นว่า นอกเหนือจากสื่อหลัก ประชาชนเลือกบริโภคสื่อในลักษณะ ออน ดีมานด์ มากขึ้น จนกระทั่งยอดการเข้าเว็บไซต์สูงที่สุดในวันที่ 19 เม.ย. ซึ่งเป็นวันที่แกนนำประกาศยุติการชุมนุมและเริ่มมีการเผาเมืองโดยกลุ่มผู้ประสงค์ร้าย
สถิติจากทรูฮิตส์เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 เม.ย. เว็บประเภทสื่อข่าว มียอดการเปิดชมหน้าเว็บรวมกว่า 20 ล้านเพจวิว จากปกติแล้วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1012 ล้านเพจวิวเท่านั้น โดยกลุ่มเว็บไซต์หลักคือ www.manager.co.th, www.thairath.co.th, www.nationchannel.com, www.matichon.co.th และ www.bangkokpost.com ส่วนเว็บไซต์ www.posttoday.com อยู่ในอันดับที่ 7 มียอดการเปิดชมกว่า 4 แสนครั้งจาก 1 แสนหมายเลขไอพี หรือเติบโตกว่า 3 เท่าตัว
จนกระทั่งในวันที่ 19 เม.ย. มีการเปิดชมเว็บรวมกว่า 24 ล้านเพจวิว ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นเว็บไซต์กลุ่มเดิม ยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางที่ประชาชนเลือกใช้ติดตามข่าวสาร แทนสื่อโทรทัศน์วิทยุ
ทำไมเว็บไซต์ได้กลายเป็นช่องทางการหาข่าวสารซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่ง ส่วนอินเทอร์เน็ตนั้น ทุกคนสามารถผลิตสื่อและเผยแพร่ได้เอง แสดงความคิดเห็นได้ มีส่วนร่วมได้มากกว่าสื่อใดๆ แต่ปัญหาที่ตามมาคือ สารไม่มีการคัดกรอง ดังนั้นหลายครั้งสารเกิดจากการบอกต่อที่เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น เช่นเดียวกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงครั้งนี้ ที่ทางรัฐบาลได้เปรียบจากการใช้สื่อโทรทัศน์ และพยายามปิดกั้นสื่อทีวีดาวเทียม พีเพิลชาแนล ในการเผยแพร่ข่าวสารของกลุ่มคนเสื้อแดง ดังนั้นทางออกหนึ่งนอกเหนือจากการกดดันและเรียกร้องให้เปิดสัญญาณดาวเทียม คือการเลือกใช้สื่ออินเทอร์เน็ต ตั้งแต่เว็บบอร์ดในอดีตจนถึงเว็บเครือข่ายสังคม
ปรเมศวร์ มินศิริ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ กระปุกดอทคอม (kapook.com) บอกว่า เว็บเครือข่ายสังคมมีส่วนช่วยให้การเข้าถึงสื่อทำได้มากขึ้น แต่ข้อเสียคือ เนื้อหาไม่ได้ผ่านการกลั่นกรอง จึงมีความเป็นไปได้ในทุกด้าน และเจ้าของเว็บไซต์มักไม่มาลบเนื้อหาเหล่านั้น ขึ้นกับผู้ส่งข้อความขึ้นไป เช่น เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ ว่าจะจัดการอย่างไร แต่โดยมากแล้ว ผู้ใช้ร่วมกันที่เห็นต่างจะเสนอข้อมูลที่หนักแน่นกว่ามาหักล้างหรือตอบโต้ในพื้นที่เหล่านั้นทันทีโดยตรงมากกว่า สุดท้ายผู้ใช้ทั้งหมดจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าเนื้อหาใดมีความน่าเชื่อถือมากกว่ากัน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้ทวิตเตอร์ประมาณ 1.2 แสนราย ขณะที่เฟซบุ๊กประมาณ 2.5 ล้านราย
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สังคมไทยเป็นสังคมกระแส ถ้าคนหมู่มากมีความคิดเห็นอย่างไร มักจะมีผลชี้นำสังคมโดยรวมให้เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจุดนี้ คนที่มีอิทธิพลหรือผู้นำทางความคิดที่แสดงความรู้สึกต่อข่าว เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลทำให้คนส่วนใหญ่คล้อยตาม ประเด็นนี้เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ เกิดขึ้นทั้งในโลกจริงและโลกไซเบอร์ ถ้าคนเหล่านี้ไม่มีจริยธรรม มีโอกาสทำให้สังคมวุ่นวายได้ง่าย เมื่อรวมกับการที่สังคมไทยยังมีอคติอยู่มาก นั่นคือสนใจเพียงว่าผู้พูดเป็นใคร คือผู้รับสารมักจะตัดสินจากอคติที่มีต่อผู้พูด เช่น รักหรือเกลียด มากกว่าสนใจเนื้อหาที่นำเสนอ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังขาดสติและวิจารณญาณ แม้เครื่องมือจะดีขึ้นแต่ก็สามารถใช้ในทางที่ถูกหรือผิดเป็นดาบสองคมได้เสมอ
วันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเว็บไซต์ พันทิปดอทคอม (pantip.com) เคยกล่าวไว้ว่าพันทิปเป็นพื้นที่เปิดกว้างรับทุกความคิดเห็นไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม แต่ถ้าต้องปิดเว็บบอร์ดราชดำเนินแสดงว่ามีการใช้เนื้อหารุนแรงและก่อให้เกิดความแตกแยกไม่ใช่ติเพื่อก่อ ขณะที่การคัดกรองเนื้อหาในอินเทอร์เน็ตนั้น ต้องเป็นหน้าที่ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเอง ไม่มีใครมานั่งกรองได้หมด แต่ผู้ใช้จะเสนอความเห็นที่แตกต่างและยกเหตุผลหรือหลักฐานประกอบ ซึ่งทุกคนต้องใช้สติ ยังต้องการวิจารณญาณอีกมากในการส่งและรับข้อมูล
แหล่งข่าว ในวงการออนไลน์ กล่าวว่า กลุ่มคนเสื้อแดงมีการเผยแพร่เนื้อหา เช่น คลิปวิดีโอความรุนแรงที่ระบุว่ารัฐบาลเป็นผู้กระทำ คลิปการปราศรัยของแกนนำ หลายครั้งเป็นการปลุกระดมทางความคิดและมีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในกลุ่มคนที่มีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน จนกระทั่งรัฐบาลโดย ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) และกระทรวงไอซีที มีการหยิบยกมาเผยแพร่ทางโทรทัศน์ ใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี รวมถึงมีความพยายามปิดกั้นเว็บไซต์เหล่านั้นโดยอ้างว่าเป็นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมก่อให้เกิดความแตกแยก
อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่การนำเสนอเนื้อหาบนเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์เป็นไปเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม และก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงขึ้น โดยปัญหาคือ ไม่มีใครรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเว็บไซต์ ตลาดดอทคอม (tarad.com) กล่าวว่า อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่เร็วและแรง ยิ่งไม่สามารถระบุตัวตนที่แท้จริงได้ และมีการเปิดให้คนที่มีความคิดเห็นเหมือนหรือคล้ายกันได้มาเจอกัน ทำให้กล้าที่จะแสดงออกกันมากขึ้น ยิ่งมีเว็บเครือข่ายสังคมทุกอย่างก็ยิ่งไปได้ไกลมากขึ้นซึ่งอาจมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีก็ได้
ทางออกมีความเป็นไปได้ตอนนี้ คือการสร้างภูมิในการรับข่าวสารพยายามสร้างวัฒนธรรมการคิดบวก การด่าไปด่ากลับ หรือการปิดกั้นไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง แม้ในกรณีการชุมนุมทางการเมืองนี้ เชื่อว่าทุกคนทุกฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการให้บ้านเมืองดีขึ้น เพียงแต่อาจจะมีวิธีการไม่ตรงกัน จุดนี้คนออนไลน์กำลังหารือกันเพื่อร่วมกันปลูกฝังให้ทุกคนร่วมกันดูแล เพราะที่ผ่านมาการกระทำบางอย่างที่ยิ่งเสริมให้เกิดความรุนแรงไม่เคยมีใครออกมาชี้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
“
ที่ผ่านมาการนำเสนอเนื้อหาหลายๆ ส่วนถ้าตรงใจเราอาจเห็นดีด้วยทั้งที่เป็นเนื้อหาที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น แต่ถ้าเรามีการคิดบวก เราจะช่วยกันดูแลว่าเป็นเนื้อหาที่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งการปลูกฝังตรงนี้อาจมองว่าทำได้ยาก แต่ถ้าทำได้เมื่อไรจะไปได้เร็วมาก เพราะธรรมชาติของโลกออนไลน์ทุกอย่างจะกระจายไปรวดเร็ว เหมือนการรวมกันไปทำความสะอาดบ้านเมืองของคนเล่นเฟซบุ๊กทวิตเตอร์ นั่นคือการรวมกันทำกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม แต่ต่อไปจะรวมกันเพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดี” นายภาวุธ กล่าวด้วยเพราะเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้ การจะหวังให้ทุกคนนำเสนออย่างตรงไปตรงมาและไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงคงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นการเลือกบริโภคอย่างถูกต้องจึงเป็นทางออกที่ง่ายกว่า มีข้อเสนอแนะประการหนึ่งของ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ผ่านทางเฟซบุ๊กของเขาว่า ในการแสดงความเห็นใดๆ ก็ตาม หากไม่ได้มีจุดมุ่งให้มีผู้มาโต้แย้งได้ ก็มิควรออกความเห็น เพราะพื้นที่สาธารณะได้เปิดกว้างรับทุกๆ ความคิดเห็นแล้ว และแน่นอนว่า การเสนอความรุนแรงออกมานั้น ก็มีแต่จะก่อให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งผลเสียก็เกิดกับประเทศไทยและพวกเราทุกคนเท่านั้นเอง







