
แค่สมาร์ท คลาสรูม?
หลังจากอยู่ในภาวะลูกผีลูกคนมาระยะหนึ่ง โครงการแท็บเล็ตสำหรับนักเรียนก็ถึงกาลอวสานไปอีกเรื่อง แต่การอวสานครั้งนี้ ก็อาจเป็นการเกิดใหม่ของโครงการอื่น ซึ่งที่มีการพูดถึงกันมากก็คือ โครงการสมาร์ท คลาสรูม
หลังจากอยู่ในภาวะลูกผีลูกคนมาระยะหนึ่ง โครงการแท็บเล็ตสำหรับนักเรียนก็ถึงกาลอวสานไปอีกเรื่อง แต่การอวสานครั้งนี้ ก็อาจเป็นการเกิดใหม่ของโครงการอื่น ซึ่งที่มีการพูดถึงกันมากก็คือ โครงการสมาร์ท คลาสรูม
สำหรับเรื่องการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนนั้น สิงคโปร์ เป็นประเทศอาเซียนที่ล้ำหน้าด้านนี้กว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก แถมยังมีการวางแผนเป็นระบบ จนทำให้ปัจจุบัน สิงคโปร์ ยืนอยู่ในแถวหน้าของโลกเมื่อมีการประเมินเรื่องการศึกษา และหนึ่งในปัจจัยที่พาสิงคโปร์ให้เดินมาถึงจุดนี้ได้คือ การลงทุนด้านเทคโนโลยีการศึกษามานานถึง 2 ทศวรรษ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ชี้ว่า นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้สิงคโปร์ประสบความสำเร็จด้านการศึกษามาก
ข้อมูลจากเว็บไซต์เอ็นบีซี นิวส์ ระบุว่า ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์มีมาสเตอร์แพลนเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในแวดวงการศึกษา โดยระยะแรกเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนต่างๆ
จากนั้นในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา ก็ได้ดำเนินโครงการระยะ 2 และ 3 ที่เน้นฝึกอบรมครูให้ใช้อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ให้คุ้นเคย สามารถประยุกต์ใช้นวัตกรรมต่างๆ ในการเรียนการสอนในห้องเรียน
แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์จะไม่ได้เปิดเผยว่า ทุ่มงบประมาณการลงทุนกับโครงการเหล่านี้เท่าไหร่ แต่ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า โครงการระยะแรกระยะ 5 ปี ใช้งบประมาณราว 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท) และโครงการระยะสอง ระยะเวลา 3 ปี ใช้เงินไปอีก 600 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่องค์การยูเนสโก ให้ข้อมูลว่า เมื่อปี 2010 กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ตัดสินใจจะทุ่มงบอีก 610 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 8 ปี เพื่อลงทุนด้านเทคโนโลยีในโรงเรียน
ต้องยอมรับว่า เรื่องงบประมาณเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือการมีเป้าหมายชัดเจน มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ และต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์จริงๆ
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ครู ที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสอน ไม่ใช่มีเทคโนโลยีแล้ว แต่ก็ยังสอนเหมือนยังใช้กระดานดำอยู่เหมือนเดิม ต้องพร้อมถ่ายทอดความรู้แบบไม่กั๊ก ไม่ใช่เม้มไว้สำหรับสอนพิเศษเก็บเงิน
นักเรียนเอง ก็ต้องตื่นตัว พร้อมแสดงความคิดเห็นโต้ตอบกับผู้สอน
หลักสูตรก็คงต้องปรับปรุงกันใหม่ให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปแล้ว เช่นเดียวกับการวัดผลความรู้ ที่จะต้องให้ตรงกับเป้าหมายการเรียนมากยิ่งขึ้น
ถ้าคิดแต่เพิ่ม “เทคโนโลยี” แต่บริบทอื่นเหมือนเดิม ก็คงสร้างได้แค่สร้าง สมาร์ท คลาสรูม แต่อาจไม่ได้สร้างคนสมาร์ทๆ ขึ้นมาได้เลย







