
เร่งเอสเอ็มอีโปร-แอ็กทีฟ
พาณิชย์กระตุ้นเอกชนร่วมเอสเอ็มอี โปรแอ็กทีฟ เดินหน้าบุกตลาดต่างประเทศ
พาณิชย์กระตุ้นเอกชนร่วมเอสเอ็มอี โปรแอ็กทีฟ เดินหน้าบุกตลาดต่างประเทศ
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี โปรแอ็กทีฟ) ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีเอสเอ็มอีได้รับความช่วยเหลือ 1,350 บริษัท เดินทางไปเจรจาธุรกิจและเจาะตลาดรวม 38 ประเทศ
ทั้งนี้ โครงการเหลือระยะเวลาอีก 1 ปี 6 เดือน ขอให้ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดส่งออกสินค้าในต่างประเทศให้แจ้งความต้องการผ่านตัวแทนภาคเอกชน ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เพื่อเร่งพิจารณาตามลำดับ
ที่ผ่านมา เอสเอ็มอีได้ให้ความสนใจ ไปตลาดจีนมากที่สุด รองลงมาเป็นญี่ปุ่น เวียดนาม พม่า อเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยอรมนี มาเลเซีย รัสเซีย ฝรั่งเศส
“การส่งออกขยายตัวไปยังตลาดเป้าหมายตามยุทธศาสตร์มากขึ้น ได้แก่ ตลาดใหม่ และตลาดเดิมที่มีศักยภาพ นิชมาร์เก็ตต่างๆ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูง และไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนเอสเอ็มอีในประเทศที่ขยายธุรกิจไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย” นางนันทวัลย์ กล่าว
ถึงผลการประชุมเพื่อพิจารณาให้ความส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ภายใต้โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี โปรแอ็คทีฟ) ซึ่งเป็นโครงการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกว่า กว่า 1 ปีที่ผ่านมามีเอสเอ็มอีได้รับความช่วยเหลือ 1,350 บริษัท รวม 296 กิจกรรม ทั้งในรูปแบบขอรับการสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และการจัดคณะไปเจรจาธุรกิจ โดยกว่า 43% อยู่ในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ รองลงมาเป็นสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และแฟชั่นตามลำดับ
“โครงการนี้กรมฯได้ร่วมกับภาคเอกชนวางแผนงาน วิเคราะห์ จุดแข็ง โอกาสทางการตลาดและสินค้า ซึ่งได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของประเทศและประโยชน์ของเอกชนเป็นหลัก โดยเอสเอ็มอีให้ความสนใจไปเจรจาธุรกิจเจาะตลาด 38 ประเทศ ในภูมิภาคอาเซียน เอเชียตะวันออก ยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ และอื่นๆ เอสเอ็มอีได้ให้ความสนใจไปตลาดจีนมากที่สุด รองลงมาเป็นญี่ปุ่น เวียดนาม เมียนมาร์ อเมริกา ยูเออี เยอรมนี มาเลเซีย รัสเซีย ฝรั่งเศส เป็นต้น”
นางนันทวัลย์ กล่าวและว่า ในช่วงอีก 1 ปี 6 เดือนที่เหลือของโครงการ ขอให้ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดส่งออกสินค้าในต่างประเทศให้แจ้งความต้องการมายังตัวแทนภาคเอกชน ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เพื่อเร่งพิจารณาตามลำดับ
ทั้งนี้ภาคเอกชนได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าบางงานได้จับคู่ธุรกิจในสัดส่วน 1 บริษัทของไทย ต่อ 5 บริษัทในต่างประเทศ อาทิ การเจรจาการค้า ณ เมืองโอซาก้า สินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มี 27 บริษัทของไทยเดินทางไป โดยสามารถจับคู่ทางการค้าได้ 124 คู่ , งานเมียนมาร์ ฟู้ด เมืองย่างกุ้ง สินค้าอาหาร เดินทางไป 10 บริษัท สามารถจับคู่ทางการค้าได้ 50 คู่ เป็นต้น
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มแรงจูงใจให้เอสเอ็มอี เร่งทำการตลาดเชิงรุก และพัฒนาสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สินค้าที่มีความคิดสร้างสรรค์ สินค้านวัตกรรมที่มีการวิจัยและพัฒนา และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดภาระต้นทุนด้านการตลาดให้ เอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาเรื่องต้นทุนสูง ทำให้ขาดความสามารถในการแข่งขันเมื่อต้องแข่งขันกับต่างประเทศที่รัฐบาลให้การสนับสนุนมากกว่า รวมถึงทำให้ประเทศไทยและสินค้าเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นในตลาดต่างประเทศ







