posttoday
คืนความสุขให้ชีวิตฉบับรวยแล้วไปไหน

คืนความสุขให้ชีวิตฉบับรวยแล้วไปไหน

22 มิถุนายน 2557

นั่นสินะ “รวยแล้ว” จะทำอะไร

นั่นสินะ “รวยแล้ว” จะทำอะไร

มีรายการที่อยากได้ยาวเป็นหางว่าว มีสถานที่ที่อยากเที่ยวแทบจะทั่วโลก มีอะไรที่อยากทำเต็มไปหมด แค่คิดก็มีความสุขแล้ว

แล้วคนที่รวยแล้วเขา “คืนความสุขให้ชีวิต” อย่างไร

อยู่ๆ คำถามนี้ก็โผล่ขึ้นมาในหัว หลังจากได้ฟังวิธีสร้างสุข (ฉบับย่นย่อ) ของเศรษฐีนักลงทุนสองคน ซึ่งบอกไม่ได้เหมือนกันว่า พวกเขามีทรัพย์สินมากน้อยกว่ากันเท่าไร แต่รู้แน่ๆ ว่า วิธีสร้างสุขในแบบเศรษฐีของพวกเขาต่างกันมาก

สุขจากการใช้

จะรวยไปทำไม ถ้ามีเงินแล้ว ไม่ใช้เงิน เหมือนกับที่ สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน บอกว่า “มีเงินแล้วต้องใช้ให้มีความสุข มีเงินแล้วต้องหาความสุขใส่ชีวิต ถ้าไม่หาความสุขแล้วจะหาเงินไปทำไม”

เพราะฉะนั้นในงานสัมมนาเรื่อง “รู้รับปรับพอร์ตลงทุนกับมืออาชีพ” ที่จัดโดย SCB First Privilege Banking ของธนาคารไทยพาณิชย์ สุวรรณ จึงแนะนำแนวทางการใช้ประโยชน์จากเงิน 50 ล้านบาท และ 100 ล้านบาท ให้เศรษฐีที่เข้าร่วมงานในวันนั้นฟัง

ไม่ว่าตอนนี้จะมีเงินอยู่ 50 ล้านบาท หรือ 100 ล้านบาท เขาแนะนำให้แบ่งเงินออกเป็น 7 ส่วน พร้อมกับแบ่งสัดส่วนให้เงินแต่ละส่วนให้ด้วย (รายละเอียดในกราฟฟิกประกอบ)

ส่วนแรก ไว้สำหรับซื้อบ้านและที่ดิน

ส่วนที่สอง ซื้อรถยนต์ ซึ่งไม่ว่าจะรวยระดับไหน เขาก็ให้ซื้อรถยนต์ได้แค่ 3 คัน

ส่วนสาม ฝากไว้ในธนาคาร ส่วนนี้เก็บไว้ใช้จ่าย เพราะเป็นเงินที่มีสภาพคล่องสูง

ส่วนที่สี่ นำไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินหลากหลายประเภท ทั้งหุ้น กองทุนรวม พันธบัตร เพื่อให้เงินที่มีอยู่ได้งอกเงยขึ้นมาได้อีก ซึ่งเงินส่วนนี้จะใหญ่ที่สุดไม่ว่าจะมีเงิน 50 หรือ 100 ล้านบาท

ส่วนที่ห้า ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน บ้าน หรือแม้แต่คอนโดมิเนียม แต่เป็นการซื้อเพื่อการลงทุน ซื้อไว้ให้เช่า หรือซื้อไว้เป็นบ้านหลังที่สอง สำหรับพักผ่อนตากอากาศก็ไม่ผิดวัตถุประสงค์

“สำหรับการซื้อบ้านพักตากอากาศ บางคนก็ไม่ชอบที่จะซื้อ เพราะเวลาที่อยากจะพักผ่อนก็ไม่อยากจะไปพักแค่ที่ใดที่หนึ่ง อยากเปลี่ยนสถานที่บ้าง ก็อาจจะเลือกวิธีการเช่าก็ได้” สุวรรณ แนะนำ

ส่วนที่หก ซื้อทองคำเก็บไว้ แม้ว่าวันนี้ทองคำจะราคานิ่งๆ อยู่แถวๆ 1.92 หมื่นบาท แต่ถ้าใครที่เป็นแฟนคลับ “ดร.สุวรรณ” จะรู้ทันทีว่า “ดร.สุวรรณ” ชื่นชอบการลงทุนทองคำเป็นพิเศษและยังมั่นใจว่า อีกไม่เกิน 2 ปีข้างหน้าราคาทองคำจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

ส่วนสุดท้าย ส่วนที่เจ็ด นำไปลงทุนในสิ่งที่ชอบ ซึ่งเงินส่วนนี้ถือเป็นการคืนความสุขให้ชีวิต และแม้ว่า “สิ่งที่ชอบ” มันอาจจะดูเหมือนเป็นของฟุ่มเฟือยในสายตาคนทั่วไป

สิ่งที่คนทั่วไปคิดว่า ฟุ่มเฟือย แต่เขายังทำให้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าได้ เหมือนที่เขาซื้อเพชรเป็นของขวัญให้ภรรยา เพราะนอกจากทำให้ภรรยามีความสุข ตัวเขามีความสุข และเพชรที่เขาซื้อก็ยังเพิ่มค่าเหมือนการลงทุนสินทรัพย์อื่นๆ

ในขณะที่ นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนหุ้นคุณค่า หรือ Value Investor ระดับอาจารย์ของเมืองไทย มีแนวทางการใช้เงินให้มีความสุขในแบบที่ต่างออกไป

นิเวศน์ ไม่ให้กับความใหญ่โต หรือราคาบ้าน เพราะเขาบอกว่า บ้านของเขามีแค่ 2 ห้องนอน ห้องหนึ่งสำหรับเขาและภรรยา อีกห้องสำหรับลูก

“บ้านเล็กๆ มันทำให้เห็นหน้าเห็นหลังกัน ดีกว่าบ้านใหญ่ๆ ที่มองไปไม่เห็นใคร”

นอกจากนี้ เขายังมีวิธีการสร้างความสุขแบบประหยัด ความสุขที่ไม่ต้องจำเป็นต้องใช้เงินซื้อ เพราะสุขของเขาอยู่ที่ใจ (แต่เขารวยจริงๆ ไม่ใช่รวยที่ใจ)

“ผมไม่ซื้อเพชรให้ภรรยา เพราะการซื้อเพชรเม็ดแรกมันอาจจะมีความสุขมาก แต่เพชรเม็ดที่สองที่สามและเม็ดต่อๆ ไปมันจะมีความสุขน้อยลง และมีความสุขจากการซื้อของมันสุขอยู่ไม่นาน”

ชีวิต “สุขสมถะ” แบบนี้น่าจะเป็นวิถีของ Value Investor เพราะ วอร์เรน บัฟเฟตต์ Value Investor ระดับปรมาจารย์ก็ใช้ชีวิตสมถะมากๆ แม้ว่าเขาจะเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับ 4 ของโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ในปีนี้ ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 6.51 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท

เมื่อไม่นานมานี้ บัฟเฟตต์ เปิดเผยถึง “เคล็ดลับความสุข” ให้ผู้ถือหุ้น บริษัท เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ ของเขาฟังว่า จริงๆ แล้วคนเราต้องการแค่มีบ้านดีๆ สักหลัง มีสุขภาพที่ดี กินอาหารดีๆ และมีรถดีๆ สักคัน ก็เพียงพอแล้ว

เพราะไม่ได้หมายความว่า เมื่อร่ำรวยขึ้นจะต้องใช้เงินมากขึ้น แล้วจะทำให้มีความสุขมากขึ้น เพราะ “เงินไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่าง”

คืนความสุขให้ชีวิตฉบับรวยแล้วไปไหน

 

บัฟเฟตต์ บอกว่า สำหรับตัวเขาแล้ว เขาคงไม่ได้มีความสุขมากขึ้น ถ้าจะมีบ้านหลังใหญ่ๆ หลายๆ หลัง มันอาจจะทำให้เขามีความสุขน้อยลงด้วยซ้ำ และเขาก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ เพราะเขามีบ้านหลังเดียวตั้งแต่ปี 2501

นอกจากนี้ ยังเคยมีคนรวบรวม “เคล็ดลับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข” ของบัฟเฟตต์ จากการที่เขาพูดและให้สัมภาษณ์เอาไว้ในหลายๆ แห่ง ซึ่งทำให้รู้ว่าความสุขของเขาคือ “สุขสมถะ” เพราะเขามีความสุขจากการใช้ชีวิตธรรมดาๆ ไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือย แม้ว่าเขาจะมีเงินมากมายขนาดไหน

สุขจากการให้

นอกจากมีความสุขกับการใช้เงินแล้ว เรายังมีความสุขจากการให้ได้ด้วย

เป็นเรื่องน่ายินดีว่า คนรวยจำนวนมาก ทั้งเศรษฐีไทยและเศรษฐีต่างประเทศ เมื่อรวยแล้วไม่ลืมที่จะคืนกลับสู่สังคม

จริงๆ แล้ว คนที่ยังไม่รวยก็มีความสุขจากการให้ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องรอให้รวยแล้วจึงแบ่งปัน เพราะการให้แม้เพียงเล็กน้อยก็สร้างสุขให้เราได้

“เมื่อถึงจุดหนึ่งต้องคืนให้สังคม” สุวรรณ กล่าว

ในหนังสือ The Rules of Money ริชาร์ด เทมพลาร์ รวบรวม “กฎ” ที่จำเป็นสำหรับความมั่งคั่งเริ่มตั้งแต่ความคิดที่อยากจะรวย ไปจนถึงกฎที่จะทำให้มั่งคั่งอย่างยั่งยืน (หาอ่านได้จากห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)

ในบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ มี “กฎการให้” หรือการแบ่งปันความมั่งคั่งให้คนรอบข้างเอาไว้หลายข้อ เช่น

กฎข้อที่ 97 บอกไว้ว่า อย่าให้เพื่อนหรือญาติยืมเงิน ถ้าไม่ได้เตรียมใจที่จะสูญเงินก้อนนี้ไป

เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะให้ก็ต้องเต็มใจที่จะให้โดยไม่คิดจะทวงคืน ถึงจะเป็นการให้ที่สบายใจที่สุด เพราะลองคิดดูว่า เมื่อเพื่อนหรือญาติยืมเงินไปแล้ว เขาไม่มีมาคืนให้ตามที่สัญญา เราอาจจะเป็นคนที่เป็นทุกข์เสียเองก็ได้

เป็นธรรมดาที่เมื่อมั่งมีมิตรก็มากมาย ทั้งมิตรแท้และมิตรเทียม ที่หวังจะหาประโยชน์จากความมั่งคั่งของเรา ซึ่ง ริชาร์ด บอกว่า เมื่อเรามีเงินคนจำนวนหนึ่งจะมองว่า เราเป็น “เป้าหมาย” และจะพุ่งเข้ามาหาในรูปแบบต่างๆ เช่น มายืมเงิน มาขอกู้ดอกเบี้ยต่ำ มาเสนอธุรกิจ และอื่นๆ อีกมากมาย

ดังนั้น ก่อนจะให้ใครยืมเงิน หรือจะเอาเงินให้ใคร ต้องมาดูที่กฎข้อที่ 100 เอาไว้ด้วย เพราะมันเป็นกฎที่ช่วยบอกว่า เมื่อไรควรจะให้ และเมื่อไรที่ควรปฏิเสธ

ริชาร์ด บอกว่า เราควรจะ “Say No”

ถ้าสัญชาตญาณบอกว่า “ไม่” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ถ้าใจคุณไม่อยากจะให้ หรือเป็นการให้ที่มีความเคลือบแคลงสงสัยก็อย่าให้ เพราะมันจะไม่ใช่การให้ที่มีความสุข

ถ้าคนที่มาขอไม่ได้ทำงานอะไร เป็นคนขี้เกียจ เพราะ ริชาร์ด เชื่อว่าคนที่เรารู้ว่าเขาขี้เกียจไม่ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เขาก็คงไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ง่ายๆ

ถ้าเราไม่รู้จักคนคนนั้น ถ้าเราไม่เคยมีความสัมพันธ์ในทางใดเลย เพราะเศรษฐีน่าจะต้องเคยมีประสบการณ์ที่อยู่ๆ ก็มี “ญาติที่ไม่เคยรู้จัก” มาขอความช่วยเหลือ

จริงๆ แล้ว เราจะ “Say Yes” หรือ “Say No” ก็ได้ทั้งนั้น เพราะมันเป็นเงินของเรา เราจะทำอะไรกับมันก็ได้ เพียงแต่ถ้าคิดจะ “Say Yes” เราจะต้อง...

มีเหตุผลที่จะให้ ไม่ว่าเหตุผลนั้นมันจะเป็นอะไรก็ตาม

ไม่เสียใจ หรือเสียดายในภายหลัง

แต่สำหรับคนที่เราอยากจะแบ่งปัน หรืออยากจะให้โดยที่เขาไม่ได้ร้องขอ ริชาร์ด มีกฎข้อที่ 101 ที่บอกว่า ถ้าเราคิดจะให้ใครต้องไม่ทำให้เขาคนนั้นรู้สึกว่า เป็นหนี้ เรา

ริชาร์ด บอกว่า คนที่เขาคิดว่า อยากจะแบ่งปันความมั่งคั่งไปให้มีอยู่ 4 แบบ คือ

1.คนที่ไม่ร้องขอ

2.คนที่จำเป็น

3.คนที่สมควรจะได้รับ

4.คนที่จะใช้เงินนี้อย่างฉลาด

แล้วจะทำให้การให้ของเราเป็นสุขยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะคืนความสุขให้ชีวิตเราแล้ว ยังเป็นการเติมสุขให้ชีวิตคนอื่นอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี