
นิคมชิ้นส่วนรับเหมาสดใส
บีโอไอนัดแรกเคาะลงทุน1.2แสนล.ไทคอนฯคาดยอดขายที่ดินพุ่งปี2558
บีโอไอนัดแรกเคาะลงทุน1.2แสนล.ไทคอนฯคาดยอดขายที่ดินพุ่งปี2558
หุ้นนิคมฯรับเหมาชิ้นส่วนยานยนต์ส่อแววสดใส หลังบีโอไอลุยอนุมัติลงทุนนัดแรก 1.2 แสนล้าน
ภายหลังจากที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบทบ. และหัวหน้าคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมนัดแรกอนุมัติโครงการลงทุน 18 โครงการ มูลค่าลงทุน 1.2 แสนล้านบาท ส่งผลบวกต่อการลงทุนหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เพราะมีโอกาสที่จะขายพื้นที่ได้มากขึ้นรวมถึงหุ้นชิ้นส่วนรถยนต์ด้วย
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งปีหลัง และคาดว่าจะเติบโตสูงในปี 2558 โดยจะมีทั้งการลงทุนตามแผนเดิมและการลงทุนใหม่ที่จะรองรับความต้องการในประเทศ ภูมิภาคกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน (AEC) และการส่งออกไปในภูมิภาคอื่นๆ ด้วย
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัว คือ รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง นิคมอุตสาหกรรม ธนาคารพาณิชย์ กลุ่มยานยนต์ และชิ้นส่วนมีแนวโน้มดีในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วนน่าจะมีแนวโน้มดีในระยะยาว ผู้ประกอบการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนมูลค่ารวมกันถึง 9.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 75% ของมูลค่าโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมฯ ในรอบนี้ และอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมีมูลค่าซัพพลายเชนที่สูงและแข็งแกร่งมาก รวมทั้งระบบการใช้ชิ้นส่วนของค่ายประกอบรถยนต์แบบ Just in Time ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศไทย สามารถทำและตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ความเสี่ยงที่ผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศหรือภูมิภาคอื่นนั้นต่ำมาก จึงแนะนำให้ทยอยซื้อลงทุนระยะยาวในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน โดยหุ้นเด่น คือ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) บริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH)
นายวีรพันธ์ พูลเกษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) กล่าวว่า ถือเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนและกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และน่าจะส่งผลดีในปี 2558 ภายหลังมีความชัดเจนในหลายๆ เรื่อง ทำให้นักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจในการลงทุน เห็นได้จากสัญญาณการเข้ามาดูพื้นที่โรงงานที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ในส่วนของบริษัทนั้นน่าจะได้รับผลตามมาภายหลัง เพราะโครงการที่อนุมัติล่าสุดเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่แต่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
“ปีนี้ก็ยังคงคาดว่ารายได้จะต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 7,000 ล้านบาท ประมาณ 5% เพราะระยะเวลาก็ล่วงมามากแล้วแต่เมื่อทุกอย่างชัดเจนคาดว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจในปี2558” นายวีรพันธ์ กล่าว
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่มีทิศทางดีขึ้นและเมื่อ คสช. และหน่วยงานภาครัฐต่างเร่งดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการพิจารณาอนุมัติโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้บรรยากาศการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นและน่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจนิคมฯ ที่คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังยอดขายพื้นที่ใหม่น่าจะโตได้ 3.79.7% จากช่วงครึ่งปีแรกที่อ่อนแอ







