
ก.ค.ตั้งคณะทำงานปฏิรูปภาษีตลาดทุน
“กิติพงศ์” ชงตั้งคณะทำงานปฏิรูปกฎหมายภาษีตลาดทุนต้น ก.ค. แนะเก็บภาษีกำไรเล่นหุ้นระยะสั้น
“กิติพงศ์” ชงตั้งคณะทำงานปฏิรูปกฎหมายภาษีตลาดทุนต้น ก.ค. แนะเก็บภาษีกำไรเล่นหุ้นระยะสั้น
นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ และกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ได้เสนอนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการ ตลท. เพื่อตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาการปฏิรูปกฎหมายภาษีของตลาดทุนทั้งหมด โดยอาจจะเสนอบอร์ดให้ ตลท.ให้พิจารณาต่อไป
“น่าจะตั้งคณะทำงานของ ตลท.ได้ในช่วงต้นเดือน ก.ค. และมีแนวคิดจะนำภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องทั้ง 7 องค์กรมาร่วมศึกษาทำงานด้วย โดยน่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เพื่อศึกษาและหาข้อสรุป จากนั้นมีแผนเสนอให้รัฐบาลใหม่ แต่หากมีภาษีใดที่จำเป็นและเป็นประโยชน์อาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาก่อนได้” นายกิติพงศ์ กล่าว
สำหรับภาษีที่ควรเร่งปฏิรูปคือภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งควรมีฐานที่เท่ากันที่ 25% เพื่อปิดช่องว่างการใช้ประโยชน์ส่วนต่างภาษีสองส่วน ทั้งนี้ควรลดอัตราภาษีนิติบุคคลหากรวมกำไรจากเงินปันผลของเจ้าของกิจการปัจจุบันมีอัตราจัดเก็บรวมอยู่ที่ 28% และบุคคลธรรมดาจัดเก็บ 35% ขณะที่การจัดเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้น (แคปปิตอล) เสนอให้จัดเก็บในกลุ่มนักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้นที่ถือหุ้นครองต่ำกว่า 6 เดือน หรือ 1 ปี และสามารถนำไปเป็นเครดิตลดหย่อนภาษีได้กรณีที่ขาดทุน
นอกจากนี้ ควรมีโครงสร้างจัดเก็บภาษีที่จูงใจให้ธุรกิจเอสเอ็มอี เข้าตลาดทุนเสียภาษีนิติบุคคลลดลงและไม่มีการจัดเก็บภาษีย้อนหลัง
“การปฏิรูปภาษีผมเคยเสนอเรื่องนี้ไว้มาประมาณ 10 ปีแล้ว เป็นเชิงกฎหมาย ซึ่งต้องช่วยกันศึกษาถึงผลกระทบและความเหมาะสมด้วย หลักการคือต้องการขยายฐานผู้เสียภาษีและเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐ ควรลดภาษีนิติบุคคลเพื่อแข่งขันกับต่างประเทศเช่นสิงคโปร์ได้”
ด้านนายสถิตย์ กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นในสถานการณ์ปัจจุบันเห็นว่าควรชะลอไปก่อน เนื่องจากต้องการเรียกความเชื่อมั่นด้านต่างๆ และเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุน ซึ่งมีบทบาทต่อภาพเศรษฐกิจ
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า ธุรกิจที่เข้ามาระดมทุนในตลาด mai สามารถสร้างประโยชน์มูลค่าของธุรกิจเติบโตอย่างชัดเจน สะท้อนจากตลาด mai ในช่วง 15 ปี ที่เปิดดำเนินการมาที่มีบริษัทจดทะเบียนประมาณ 100 แห่ง มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดตามราคาไอพีโอเฉลี่ยเพียงประมาณ 500 ล้านบาท/แห่ง แต่ปัจจุบันเฉลี่ยเพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาท
“ปีหน้ามีแผนจะพาบริษัท mai ไปโรดโชว์ต่างประเทศครั้งแรกที่ฮ่องกงและสิงคโปร์ เพื่อให้ต่างชาติถือหุ้นมากขึ้น ตอนนี้มี 2% และจะโรดโชว์สถาบันในประเทศด้วย ตอนนี้ถือแค่ 1%”







