
ไทยที่1ซีจีอาเซียน
คว้าตำแหน่งปีที่สองแซงมาเลย์สิงคโปร์แนะแก้หน้าที่ความรับผิดชอบบอร์ด
คว้าตำแหน่งปีที่สองแซงมาเลย์สิงคโปร์แนะแก้หน้าที่ความรับผิดชอบบอร์ด
บจ.ไทยครองแชมป์คะแนนซีจีอาเซียน ปี 2556/2557 ได้ 2 ปีติด หมวดคะแนนหน้าที่บอร์ดยังต่ำ
นายบัณฑิต นิจถาวร กรรมการอำนวยการ สถาบันกรรมการบริษัท ไทย (ไอโอดี) เปิดเผยถึงผลสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ตามโครงการ ASEAN CG Scorecard ประจำปี 2556/2557 พบว่า บจ.ไทยมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 75.39 คะแนน โดยทำคะแนนได้สูงสุดติดต่อกันต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ขณะที่มีประเทศที่มีคะแนนรองลงมาคือบจ.ของมาเลเซียและสิงคโปร์
ทั้งนี้ การสำรวจดังกล่าวมาจากตัวแทน บจ.ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงสุดจาก100 อันดับแรกในแต่ละประเทศ จากประเทศในอาเซียนที่เข้าโครงการทั้งสิ้น6 ประเทศ
อย่างไรก็ดี หากแยกพิจารณาคะแนนในหมวดหน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการ ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดที่ 40% ในการประเมินให้คะแนน ซึ่ง บจ.ของไทยอยู่ลำดับที่ 3 มีคะแนนที่ 22.60 คะแนน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ดังนั้นจึงควรปรับปรุงเพื่อพัฒนาในเรื่องนี้ อาทิ การเปิดเผยอำนาจหน้าที่ของประธานกรรมการและคณะกรรมการ (บอร์ด) การกำหนดให้กรรมการอิสระดำรงตำแหน่งติดต่อกันไม่เกิน 9 ปี เพื่อไม่ให้ขาดความอิสระในการทำงานและการให้ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินจำนวน 5 บจ. เพื่อมีเวลาการทำงานเต็มที่ รวมถึงต้องมีการประเมินผลการทำงานของคณะกรรมการและกรรมการรายบุคคล
“หลักการให้คะแนน ASEAN CG Scorecard ซึ่งเป็นเกณฑ์ประเมินองค์การเพื่อเศรษฐกิจและการพัฒนาความร่วมมือ (โออีซีดี) ปีนี้ บจ.ไทยได้คะแนนที่ 1 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แต่ต้องพัฒนาต่อเนื่องเพราะตลาดเงินตลาดทุนในอนาคตจะมีการแข่งขันสูง การมีธรรมาภิบาลที่ดีจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือต่อการทำธุรกิจและในสายตานักลงทุนในโลก” นายบัณฑิต กล่าว
กรรมการอำนวยการไอโอดีเห็นว่าควรให้ความสำคัญเพิ่มเติมในการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มขึ้นต่างๆ ได้แก่เรื่องการเปิดเผยค่าตอบแทนกรรมการทั้งที่เป็นเงินและไม่ใช่เงิน ซึ่งต้องมีการขอมติและได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น รวมถึงการมีผู้ตรวจนับคะแนนออกเสียงในที่ประชุมที่ต้องทำแบบเปิดเผย
นอกจากนั้นยังมีจุดด้อยที่ต้องแก้ไขคือ การเปิดเผยข้อมูลประสบการณ์การทำงานของกรรมการและวาระที่ดำรงตำแหน่ง ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงถือครองหุ้น ณ สิ้นปีเทียบกับต้นปี การซื้อขายหุ้นในระหว่างปี และการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินนโยบายด้านธรรมาภิบาล โดยควรเผยแพร่ในรูปแบบภาษาอังกฤษเพื่อการเข้าถึงต่อนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งต้องเผยแพร่ในรูปแบบภาษาอังกฤษให้นักลงทุนเข้าถึงได้
ปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้ม บจ.ไทย และในอาเซียนเริ่มให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในเรื่องนโยบายธรรมาภิบาลบริษัท เนื่องจากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาสามารถเข้าช่วยสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจลดความเสี่ยงให้เกิดปัญหาเชิงระบบวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ฝั่งนักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้น
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การมีบรรษัทภิบาลถือเป็นประโยชน์กับ บจ. ซึ่งนักลงทุนทั้งบุคคลและสถาบันมีแนวโน้มหันมาพิจารณาด้านคุณภาพมากขึ้น จากเดิมที่ดูเฉพาะด้านปริมาณคือผลตอบแทน ทั้งนี้ เห็นว่าบจ.ควรให้ความสำคัญในเรื่องให้รับผิดชอบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย







