posttoday
Quant Investing

Quant Investing

19 มิถุนายน 2557

จากคอลัมน์ครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงแนวทางการลงทุนด้วยการใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quant Investing) ซึ่งมีกระบวนการพื้นฐานอยู่ 4 ขั้นตอน คือ Design, Test, Optimize และ Evaluate โดยคอลัมน์ฉบับนี้จะกล่าวถึงรายละเอียดในขั้นตอน Design หรือที่เรียกว่า ขั้นตอนการออกแบบกลยุทธ์ในการลงทุน ซึ่งขั้นตอนนี้มีรายละเอียดค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการเริ่มต้นในการลงทุนแบบ Quant โดยการ Design สามารถแบ่งรายละเอียดปลีกย่อยออกเป็นหัวข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้ Idea Generation, Setups, Entry & Exit, Stop, Position Sizing หรือ Money Management, Portfolio Construction

จากคอลัมน์ครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงแนวทางการลงทุนด้วยการใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quant Investing) ซึ่งมีกระบวนการพื้นฐานอยู่ 4 ขั้นตอน คือ Design, Test, Optimize และ Evaluate โดยคอลัมน์ฉบับนี้จะกล่าวถึงรายละเอียดในขั้นตอน Design หรือที่เรียกว่า ขั้นตอนการออกแบบกลยุทธ์ในการลงทุน ซึ่งขั้นตอนนี้มีรายละเอียดค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการเริ่มต้นในการลงทุนแบบ Quant โดยการ Design สามารถแบ่งรายละเอียดปลีกย่อยออกเป็นหัวข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้ Idea Generation, Setups, Entry & Exit, Stop, Position Sizing หรือ Money Management, Portfolio Construction

ขั้นตอน Design คอลัมน์นี้ จะกล่าวถึงหลักการ 2 ข้อแรกก่อนซึ่งได้แก่ Idea Generation และ Setups โดยปกติในการ Design กลยุทธ์การลงทุนเราจะต้องเริ่มต้นด้วย Idea Generation ซึ่งก็คือการออกแบบหรือกำหนดแนวทางของแบบจำลองที่เราจะลงทุน ยกตัวอย่างเช่น นาย ก เป็นนักลงทุนแนวเน้นมูลค่า (Value Investor) และอยากประยุกต์ใช้เครื่องมือเชิงปริมาณเพื่อช่วยในการลงทุนของตนเอง ดังนั้น นาย ก อาจกำหนดแนวทางการลงทุนในแบบจำลองโดยเน้นตัวแปรด้านปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Factors) และปัจจัยทางด้านมูลค่า (Value) เป็นหลัก เช่น การเน้นลงทุนในหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูง และมีค่า พี/อี ต่ำเป็นต้น แนวทางการออกแบบกลยุทธ์แบ่งได้หลายรูปแบบตามตัวแปรด้านต่างๆ โดยสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้

1.ปัจจัยทางด้านเทคนิค (Technical) ตัวอย่างแนวทางกลยุทธ์ของกลุ่มนี้ เช่น Trend Following, Mean Reversion, Spread Trading, Swing Trading และ Band Trading เป็นต้น

2.ปัจจัยทางด้านพื้นฐาน (Fundamental) ตัวอย่างแนวทางกลยุทธ์ของกลุ่มนี้ เช่น Growth, Quality/Stability, Profitability, Cash flow และ Yield/Value เป็นต้น

3.ปัจจัยด้านอื่นๆ (Others) เช่น Economic Factors, Sentiment Factors, Volatility, Analyst Consensus, Market Anomalies เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เราสามารถนำตัวแปรทั้ง 3 กลุ่มมาผสมรวมกัน (Mix) เพื่อให้เกิดกลยุทธ์ใหม่ก็ได้

จากกราฟเป็นตัวอย่างของกลยุทธ์การลงทุนที่ออกแบบขึ้นมา โดยที่รูปที่ 1 เป็นตัวอย่างของการใช้กลยุทธ์จากตัวแปรในกลุ่ม Fundamental เป็นการเลือกหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลด้านกำไรของบริษัท (ROE) และรูปที่ 2 เป็นตัวอย่างของการใช้กลยุทธ์จากตัวแปรในกลุ่ม Technical เป็นการเลือกหลักทรัพย์ที่มีแนวโน้มขาขึ้นโดยลงทุนแบบตามแนวโน้ม (Trend Following)

สำหรับขั้นตอนที่ 2 สำหรับการออกแบบกลยุทธ์ (Design) คือการ Setups เป็นการกำหนดเงื่อนไข (Conditions) ให้กับกลยุทธ์ของผู้ลงทุนเอง โดยเงื่อนไขดังกล่าวจะต้องเป็นจริงเสมอก่อนที่เราจะทำการลงทุน (Invest) หรือซื้อขายหลักทรัพย์ (Trade) การกำหนดเงื่อนไขสามารถทำได้โดยใช้ทั้งตัวแปรหรือปัจจัยทางด้านเทคนิค ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยอื่นๆ (เหมือนกับขั้นตอน Idea Generation) หรืออาจจะนำมาผสมกัน (Mix) เพื่อให้เกิดเงื่อนไขใหม่

การ Setups เหมือนเป็นการกลั่นกรองหลักทรัพย์เบื้องต้น (Filter) ก่อนการซื้อขายตามกลยุทธ์ที่กำหนด ประโยชน์ของการ Setups คือ เพิ่มโอกาสที่จะทำกำไร ลดความเสี่ยงหรือทำให้การลงทุนสอดคล้องกับนโยบายและลักษณะนิสัยของเจ้าของเงิน ตัวอย่างของการ Setups ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนอาจกำหนด Setups ว่าจะลงทุนในหุ้นที่มีค่า ROE สูงกว่า 15% และมีค่า พี/อี ต่ำกว่า 15 เท่า จากการกำหนด Setups ดังกล่าวจะทำให้จำนวนหลักทรัพย์ที่นักลงทุนจะเลือกลงทุนถูกคัดกรองออกมาในระดับหนึ่ง และต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของการ Setups หรือสร้างเงื่อนไขก่อนการลงทุน

1.กำหนดภาพรวมของตลาด (Overall Market Setup) เช่น พี/อี ของตลาดจะต้องต่ำกว่า 15 เท่า ระดับดัชนีปัจจุบันจะต้องอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 200 วัน Volatility ของตลาดจะต้องต่ำกว่า 25% มูลค่าการซื้อขายโดยเฉลี่ยต่อวัน 1 เดือนไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท ภาวะตลาดโดยรวมต้องเป็นขาขึ้น (Bull Market)

2.กำหนดหลักเกณฑ์การเลือกหุ้นของตนเอง (Individual Securities Setups) เช่น ห้ามซื้อขายหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่ำกว่า 20 ล้าน, หุ้นที่ซื้อขายจะต้องมีมูลค่าตลาดสูงกว่า 3,000 ล้านบาท ต้องลงทุนในหุ้นที่มีค่า ROE เฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังสูงกว่า 12% ห้ามซื้อขายหุ้นที่มีค่า Volatility สูงกว่า 40%

3.Setups อื่นๆ เช่น Seasonality ห้ามซื้อหุ้นวันศุกร์และขายหุ้นวันจันทร์ ห้ามซื้อหุ้นเดือน พ.ค. (SellinMay Effect)

Setups ที่ดีที่สุดคือ Setups ที่สอดคล้องกับความเชื่อหรือปรัชญาทางการลงทุนของแต่ละคน ซึ่งจะแตกต่างกันไป ซึ่งนักลงทุนที่จะสร้าง Setups ได้ดีส่วนใหญ่จะต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์มาในระดับหนึ่ง และในกระบวนการลงทุนแบบ Quant สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ Setups แต่คือการบริหารความเสี่ยงและเงินหน้าตักของตัวเอง สำหรับขั้นตอนรายละเอียดของการ Design ในขั้นตอนที่เหลือซึ่งประกอบไปด้วย Entry& Exit, Stop, Position Sizing, Portfolio Construction จะนำเสนอในคอลัมน์ครั้งต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท