
หุ้นไทยเล็กลง3แสนล้าน
หุ้นไทยสูญ 3 แสนล้าน นับจากใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงถึงจลาจลเผาเมือง ฝรั่งทิ้งหนัก กดบาทอ่อน
หุ้นไทยสูญ 3 แสนล้าน นับจากใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงถึงจลาจลเผาเมือง ฝรั่งทิ้งหนัก กดบาทอ่อน
ตลาดหุ้นไทยดิ่งแรงตามคาดหลังอั้นลงมา 2 วัน และนักลงทุนต่างชาติกังวลเหตุการณ์จลาจลเผาเมืองและวิกฤตหนี้ยุโรป ส่งให้ดัชนีอ่อนยวบมาปิดที่ระดับ 744.31 จุด ลดลง 21.33 จุดหรือ 2.77% มูลค่าการซื้อขาย 27,683 ล้านบาท
นักลงทุนต่างชาติกระหน่ำขาย|ไม่ยั้งถึง 7,752 ล้านบาท สถาบันขาย 939 ล้านบาท พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ขาย 196 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนทั่วไปช้อนเก็บ 8,887 ล้านบาท
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ถือว่ากลับเข้ามาอยู่ในสถานการณ์ปกติแล้ว
“นักลงทุนต่างชาติจะยังขายหุ้นไทยอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกองทุนที่มีการเข้าออกเร็ว แต่สำหรับต่างชาติที่ลงทุนระยะยาวในลักษณะการถือหุ้นใน บจ. ต่างๆ ยังคงสัดส่วนการถือหุ้นกว่า 30% ในตลาดหุ้นไทย แม้ที่ผ่านมาจะเจอเหตุการณ์วิกฤตในไทยหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2540 การเกิดรัฐประหารปี 2549” นางภัทรียา กล่าว
สำหรับดัชนีที่ปรับลงแรงกว่า 2% แต่มูลค่าการซื้อขายค่อนข้างหนาแน่น เป็นเพราะนักลงทุนขายออกเพื่อรอดูเหตุการณ์ทางการเมือง และราคาน้ำมันลดลงด้วยจึงทำให้กลุ่มพลังงานปรับลงเช่นกัน ในช่วงนี้แนะนำให้นักลงทุนติดตามดูผลวิเคราะห์
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยต่อเนื่องนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง โดยนับตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย.-24 พ.ค. ขายไปทั้งสิ้น 5.77 หมื่นล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับยอดซื้อสุทธิ 5.8 หมื่นล้านบาทเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
ขณะที่ดัชนีหุ้นดิ่งลงแรงถึง 75.96 จุด หรือ 10.16% นับจากระดับสูงสุดที่ 820 จุด ส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ลดลงประมาณ 3 แสนล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบจากระดับ 6.3 ล้านล้านบาท ณ วันที่ 8 เม.ย. มาอยู่ที่ 6 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน
ด้านค่าเงินบาทก็อ่อนลงมาซื้อขายที่ 32.42-32.43 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จาก 32.34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม บริษัท ซิตี้กรุ๊ป ยังคงแนะนำให้ซื้อหุ้นไทย โดยมองเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ที่ 915 จุด เพราะเงินทุนยังไหลเข้ามาและมีแนวโน้มว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% จนถึงสิ้นปีนี้ ตามสถานการณ์การเมืองในประเทศที่เพิ่งเข้าสู่ภาวะปกติ
นอกจากนั้น ซิตี้กรุ๊ปยังปรับประมาณการกำไรสุทธิในปี 2554 ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ 50 แห่งที่วิเคราะห์ขึ้นมา แม้ว่าปีนี้จะไม่ปรับขึ้นแล้วหลังจากเพิ่มมาในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา เพราะการส่งออก การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนที่จะส่งผลดีต่อกำไรสุทธิ
ซิตี้กรุ๊ปแนะนำให้น้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาดสำหรับกลุ่มธนาคาร พลังงาน วัสดุก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ส่วนกลุ่มสื่อสารให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด และแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้น 6 บริษัท เช่น ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และแนะนำขาย|ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารทหารไทย (TMB) และบริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท (PS) จากประมาณการกำไรและมูลค่าที่ถูกวิกฤตการณ์การเมืองกดดัน
นายวิชชุ จันทาทับ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการกลุ่มจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การปรับตัวลดลงอย่างแรงของตลาดหุ้นไทยส่วนหนึ่งเกิดจากแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศที่ขายหุ้นทั่วโลกออกมาจากความกังวลปัญหาหนี้ของกรีซและลามถึงยุโรป เนื่องจากมองว่าแรงขายของต่างชาติยังมีต่อเนื่อง
“สัปดาห์ที่ผ่านมารายย่อยยังเป็นผู้ซื้อ ทำให้หุ้นไทยมีราคาสูงเมื่อเทียบตลาดหุ้นอื่น จึงมองว่าราคาก็น่าจะลงได้อีกไปในทิศทางเดียวกับหุ้นประเทศอื่นๆ” นายวิชชุ กล่าว
สำหรับเหตุการณ์รุนแรงนั้น พอร์ตกองทุนของ บลจ.ไทยพาณิชย์จะพิจารณาความเสี่ยงของหุ้นที่ถือลงทุนอยู่ว่าได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกหุ้นที่ถูกกระทบจากการจลาจลโดยตรง กองทุนก็ไม่มีการลงทุนในหุ้นดังกล่าว และกลุ่มที่สองที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม แม้บริษัทหรือสินทรัพย์ไม่ได้ถูกเผาแต่ธุรกิจอยู่ในกลุ่มท่องเที่ยว กองทุนก็ไม่มีการลงทุนเช่นกัน แต่ผลกระทบทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้นคือในแง่ของการเติบโตของเศรษฐกิจนั้นเชื่อว่ารัฐบาลอาจต้องปรับตัวเลขใหม่จากผลกระทบของเหตุจลาจล
“ตอนนี้เรายังไม่เข้าไปซื้อหุ้น เพราะกำลังปรับตัวเลขจีดีพีใหม่ และก่อนหน้านี้ก็ลงทุนเกือบเต็มพอร์ตและหุ้นที่ถือก็เลือกถือยาว ไม่เน้นเทรดตามจังหวะ” นายวิชชุ กล่าว







