
ญี่ปุ่นดันแผน"คลู เจแปน" ส่งออกวัฒนธรรม
รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังปรับโหมดเศรษฐกิจตามโมเดล “อาเบะโนมิกส์”
รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังปรับโหมดเศรษฐกิจตามโมเดล “อาเบะโนมิกส์” โดยหันมาโฟกัสการส่งออกสินค้าเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น จากเดิมที่เคยเน้นภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก เพราะมองเห็นโอกาสมหาศาลในตลาดโลก
อีโคโนมิสต์ ระบุว่า ปัจจุบันทางการซามูไรวางเป้าหมายที่จะผลักดันให้โตเกียวเป็นศูนย์กลางด้านการ์ตูนและแอนิเมชั่น โดยโปรโมทยุทธศาสตร์ “คูล เจแปน” ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ในลักษณะเดียวกับกระแสคูล บริแทนเนีย ของสหราชอาณาจักรในช่วงยุค 1990 ซึ่งเป็นพลังอำนาจแบบอ่อน (ซอฟต์เพาเวอร์) ที่ทรงพลานุภาพมาก
ที่จริงก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นก็เคยจุดกระแสเจป๊อปให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จมากเท่ากับเกาหลีใต้ ที่สามารถสร้างอิทธิพลจากการส่งออกวัฒนธรรมได้อย่างมาก โดยเฉพาะในเอเชียที่คลื่นเกาหลีถาโถมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นละครที่ฮิตถล่มทลายในหลายประเทศ รวมถึงปรากฏการณ์ “กังนัมสไตล์” ที่ทำให้วงการเพลงระดับโลกต้องหันมามองศิลปินจากเกาหลีใต้
นี่ทำให้ญี่ปุ่นกลับมาเอาจริงเอาจังกับอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรมอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นไม่สามารถทำให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทรงพลานุภาพได้แบบที่ควรจะเป็น เห็นได้จากยอดขายวิดีโอเกมที่ทำผลงานได้โดดเด่น สวนทางกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์การ์ตูน (มังงะ) แอนิเมชั่น และหนังสือ ที่กลับไม่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำในตลาดต่างประเทศ เช่นเดียวกับตลาดในประเทศให้การยอมรับผลงานการ์ตูนและแอนิเมชั่นในระดับปานกลาง อีกทั้งภาครัฐก็ไม่ค่อยได้สนใจที่จะผลักดันเรื่องเหล่านี้มากนัก
น่าสนใจว่ารัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ยอมควักงบประมาณมากถึง 9 หมื่นล้านเยน หรือประมาณ 883 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ของญี่ปุ่นอย่างจริงจัง ให้สามารถโกอินเตอร์จนเป็นที่ยอมรับในระดับโลก
โทโมมิ อินาดะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับหน้าที่เป็นผู้ผลักดันยุทธศาสตร์คูล เจแปน โดยในระหว่างการเดินทางเยือนปารีส เธอสวมชุดแนวโกธิกโลลิต้า หรือเสื้อผ้าที่มีดีไซน์ลูกไม้ซึ่งเป็นที่นิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่นในย่านฮาราจูกุ รวมถึงความพยายาม โปรโมทส้วมไฮเทค ผลิตภัณฑ์สุดสร้างสรรค์ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมใช้มานาน เหล่านี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเปิดกว้างมากขึ้นเกี่ยวกับนิยามของความคูลที่ต้องการส่งถึงชาวต่างชาติ ไม่ใช่แค่ส่งเสริมเฉพาะผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่นแบบโบราณเหมือนที่ผ่านมา
แต่ญี่ปุ่นก็ยังต้องก้าวข้ามความท้าทายสำคัญ นั่นคือการนิยามสิ่งที่คิดว่าเจ๋งหรือคูลเพื่อแทนความเป็นญี่ปุ่นให้ชัดเจน เพราะคูล เจแปน มีความหมายมากกว่าธุรกิจการ์ตูนและแอนิเมชั่น อีกทั้งมีระดับของความสร้างสรรค์ที่ต้องไม่เยอะเกินไป
ทาคาชิ ไมตาชิ ผู้บริหารของบริษัทที่ปรึกษา บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป ในโตเกียว ให้ความเห็นว่า สิ่งที่อาจทำให้ชื่อของการ์ตูนมังงะและแอนิเมชั่นจากญี่ปุ่นมีความซับซ้อนมากขึ้นสำหรับชาวต่างชาติ คือเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างความรู้สึกน่ารักอ่ะ (คาวาอี้) กับความลามกอนาจาร หรือบางอย่างที่ดีไซน์จนดูแปลกแหวกแนวเกินกว่าจะเรียกว่าคูล
นอกจากนี้ นักสร้างสรรค์ชาวญี่ปุ่นก็ต้องคิดนอกกรอบ เพื่อให้มีเนื้อหาที่หลากหลายสำหรับทำตลาดทั้งในและนอกประเทศ ขณะที่ปัจจุบันยังเน้นเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่เรียกว่า โอะตะกุ หรือกลุ่มคนผู้คลั่งไคล้การ์ตูน เกม หรือแอนิเมชั่นในระดับเกินปกติ
ญี่ปุ่นยังพยายามผลักดันอีกหลายเรื่องที่ช่วยหนุนส่งกระแสคูล เจแปน เห็นได้จากการที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียน “วาโชกุ” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอาหารแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นให้เป็นมรดกโลกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว รวมถึงการส่งเสริมให้ชุดกิโมโนเป็นตัวแทนของแคมเปญคูล เจแปน อีกทั้งมีแนวคิดที่จะสร้างห้างสรรพสินค้าธีมญี่ปุ่นในเมืองหนิงโปของจีน และผลักดันรายการโทรทัศน์ของญี่ปุ่นในประเทศอาเซียน
ไม่เพียงแต่ในภูมิภาคเอเชีย ญี่ปุ่นยังรุกคืบคูลเจแปน ในประเทศตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นงานเจแปน เอ็กซ์โป 2014 ที่ปารีส ระหว่างวันที่ 26 ก.ค.นี้ รวมถึงงานอานิเมะ เอ็กซ์โป ในลอสแองเจลิส ซึ่งเป็นงานแสดงวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นใหญ่สุดในอเมริกาเหนือ







